ทำเว็บไซต์ ต้องเข้าใจอะไรบ้าง
0
SHARE

15 ศัพท์ ทำเว็บไซต์ ที่ช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องการทำเว็บมากขึ้น 80% ใน 5 นาที

Array
Linda

พวกเราในฐานะที่เป็นคนที่อยู่ในแวดวงการทำเว็บไซต์ แม้เราเองจะใช้ศัพท์เหล่านี้อยู่ทุกวัน แต่เมื่อไปเจอลูกค้า เราก็พบกับความจริงที่ว่า คนที่ไม่ใช่คนทำเว็บ ไม่ว่าจะเจ้าของธุรกิจ หรือคนอาชีพอื่นๆ เค้าไม่ได้รู้จักหรือคุ้นเคยกับศัพท์ทำเว็บเหล่านี้เหมือนเราเลยสักนิด (ก็แน่ล่ะ คนเราก็คงเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองทำต่างๆ กันไป)

บทความนี้ พวกเราจึงรวบรวม 15 คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์ มาอธิบายให้คุณเข้าใจได้ง่ายๆ แบบไม่ลงลึก แต่รับรองว่าอ่านจบ “คุยรู้เรื่อง” และ “ต่อยอดศึกษาต่อ” ได้แน่นอน

15 ศัพท์ทำเว็บไซต์ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องเว็บมากขึ้น 80%

Responsive Design

Responsive Design คือการทำเว็บไซต์ที่สามารถแสดงผลได้ดีบนขนาดหน้าจอต่างๆ ทั้งการใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ Desktop, Notebook, Tablet และ Mobile

จากสถิติ กว่า 67.4% ของคนในประเทศไทย เข้าเว็บไซต์ผ่าน Mobile การทำเว็บไซต์ที่แสดงผลได้ดีบน Mobile จึงเป็นสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ การทำเว็บ Responsive ถือเป็นสิ่งพื้นฐานในการทำเว็บที่ต้องมีเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ชมที่มาจากหลากหลายอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์

HTML & CSS

HTML & CSS คือภาษาโปรแกรมมิ่งที่ใช้เขียนหน้าเว็บขึ้นมา เว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ที่คุณเข้านั้น ล้วนถูกสร้างขึ้นมาจาก HTML & CSS

โดยที่ HTML (ย่อมาจาก Hyper Text Markup Language) นั้นใช้เป็นตัวกำหนดโครงสร้างและข้อมูลบนเว็บไซต์ หากคุณเขียน HTML เพียงอย่างเดียว คุณก็จะได้เว็บที่เป็นหน้าขาวๆ ตัวอักษรสีดำ

หากต้องการทำให้เว็บมีหน้าตาที่สวยงามเหมือนที่ออกแบบมา เราจะใช้ภาษาที่เรียกว่า CSS (Cascading Style Sheets) เป็นตัวกำหนดรูปแบบของตัวอักษร รูปแบบของการจัดหน้า ส่วนไหนจะมีสีอะไร ขนาดเท่าไหร่ ฯลฯ ซึ่ง HTML กับ CSS นั้นแทบจะต้องมาคู่กันอย่างขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว

Front-end และ Back-end

Front-end คือสิ่งที่แสดงผลอยู่บนหน้าเว็บที่คุณมองเห็นอยู่ขณะนี้ ซึ่งถูกสร้างมาจากภาษา HTML & CSS และอาจจะมี Java Script (ภาษาโปรแกรมมิ่งอีกภาษาหนึ่ง ที่ใช้เขียนเพื่อกำหนด Logic ของเว็บไซต์แบบไม่ต้องพึ่งฐานข้อมูลและการประมวลผลจาก Web Server)

ส่วน Back-end นั้นจะเป็น Logic ที่เราอาจจะมองไม่เห็น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เว็บไซต์ทำงานได้จริง Back-end นั้นจะสร้างมาจากภาษาอย่าง PHP, ASP, Ruby เป็นต้น นอกจากภาษาโปรแกรมมิ่งข้างต้นแล้ว ยังมีเรื่องของฐานข้อมูล (database) ที่เป็นอีกส่วนที่สำคัญสำหรับเว็บไซต์หรือแอปที่ต้องมีการเก็บข้อมูลเยอะๆ

หากเปรียบเทียบกับเครื่องจักรแล้ว Front-end คือส่วนประกอบของสายพาน ฟันเฟือง แท่นวาง ส่วน Back-end ก็คือตัวเครื่องตัวมอเตอร์ที่ทำให้สายพานนั้นหมุนได้นั่นเอง

หน้าบ้าน หลังบ้าน คืออะไร ศัพท์การ ทำเว็บไซต์

Wireframe

Wireframe คือ ภาพร่างของเว็บไซต์ หรือ แอปพลิเคชั้น ที่ทำขึ้นเพื่ออธิบายว่าแต่ละส่วนในหน้านั้นๆ จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น รูปภาพ ข้อความ ไอคอน ปุ่ม ฯลฯ และแต่ละองค์ประกอบนั้นควรจะถูกจัดวางไว้ตรงไหน

เป้าหมายของการทำ Wireframe ขึ้นมาก็เพื่อที่จะใช้สื่อสาร พูดคุย หาไอเดียให้ชัดเจน ก่อนที่จะลงมือ ‘Design’ หน้าตาให้สวยงาม เพราะ Wireframe นั้นใช้เวลาทำไม่นาน ทำให้มีราคาถูกในการสร้างขึ้นมา เพราะใช้ Manday น้อย และคนที่ดู Wireframe ก็จะรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ “ยังปรับเปลี่ยนได้อยู่นะ” เราจึงใช้ Wireframe เพื่อคุยกันบนพื้นฐานของการใช้งาน ความต่อเนื่องของ Flow ต่างๆ โดยที่ยังไม่ต้องไปคำนึงถึงเรื่องความสวยงามเลยในขั้นตอนนี้

Credit: Pinterest

Prototype

Prototype คือแบบจำลองการใช้งานของหน้าเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นที่เราทำขึ้น สิ่งที่เราเรียกว่า Prototype นั้น เราจะสามารถ Interact กับมันได้ เช่น คลิกได้ เชื่อมจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งได้

Prototype นั้น สามารถสร้างขึ้นมาจาก Wireframe, UI (User Interface) ก็ได้ ซึ่งเป้าหมายในการทำ Prototype ขึ้นมานั้นก็เพื่อที่จะ “จำลอง” การใช้งานของเว็บไซต์หรือแอปของเรา ก่อนที่จะนำไปสร้างหรือเขียนโปรแกรมเพื่อให้ใช้งานได้จริง

หากคุณต้องการที่จะนำเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นไปทดสอบการใช้งาน หรือที่เรียกว่า Usability Testing ก็จะต้องมีการสร้าง Prototype ขึ้นมาเพื่อนำไปให้ User ลองทดสอบการใช้งานดู

Persona

Persona (หรือบางทีก็เรียกว่า User Persona, Buyer Persona) นั้นเป็นหนึ่งในวิธีการทำการวิจัยผู้ใช้ (User Research) เพื่อให้เราและคนในทีม เห็นภาพของกลุ่มผู้ใช้เป็นภาพภาพเดียวกัน

หนึ่งขั้นตอนที่จะได้มาซึ่ง Persona นั้น ก็คือการทำการสัมภาษณ์พูดคุยกับลูกค้าหรือผู้ใช้ของเรา ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่ช่วยทำให้เราได้มีโอกาส “รู้จักและเข้าใจ User” จากการพูดคุยกับคนที่จะมาใช้งานโปรดักส์ของเราอย่างแท้จริง

โดยปกติแล้ว Persona ควรจะต้องประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของคนนั้นๆ (Demographic) ยกตัวอย่างเช่น ชื่อ อายุ อาชีพ อายุ รายได้ ตามด้วย พฤติกรรม (Behavior), ความต้องการ (Needs) และเป้าหมาย (Goals) ที่เกี่ยวข้องกับโปรดักต์ของเรา

ตัวอย่าง Persona ที่เราใช้สำหรับการทำงานจริงที่ Magnetolabs

User Interface (UI)

User Interface (UI) คือ สิ่งที่ผู้ใช้ หรือลูกค้า สัมผัส กับโปรดักต์ของเรา ซึ่งแต่ก่อนนั้นโปรดักต์ที่ว่ามักจะมาเป็นรูปแบบที่จับต้องได้

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ตู้ ATM ส่วนที่เป็น User Interface ก็คือ ปุ่มกด หน้าจอแสดงผล นั่นเอง แต่พอมาสมัยนี้ โปรดักต์ที่พวกเราสัมผัสนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งบน mobile, desktop หรือ web app

ยกตัวอย่างเช่น Facebook ส่วน UI ก็คือช่องกรอกสถานะ, ปุ่มกดเพื่อโพสต์ข้อความ, รูปภาพที่เราสามารถกดเข้าไปดูได้ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่า UI ก็จะเป็นส่วนประกอบของ Front-end แต่จะพูดในมุมของการออกแบบก่อนที่จะเอาไปสร้างให้อยู่ใน Front-end จริงๆ

User Experience (UX)

“User Experience หรือ UX คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผู้ใช้ได้รับ จากการพูดคุย การใช้บริการ หรือการใช้งานผลิตภัณฑ์ ของบริษัทหรือแบรนด์”
— Dan Norman

จะเห็นได้ว่า UX นั้นให้ความสำคัญกับ “ผู้ใช้” หรือ User เป็นสำคัญ

การทำ UX นั้นเป็นที่คุณควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในโลกธุรกิจที่หมุนเร็วอย่างทุกวันนี้ ก็เพราะผู้ใช้ หรือลูกค้ามี “ตัวเลือก” เสมอ หากเราไม่สามารถส่งมอบความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้ เค้าก็จะไปหาเอาจากที่อื่นแทนได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วมาก ในทางกลับกัน หากลูกค้าประทับใจ ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากบริการที่คุณมอบให้ คุณก็จะได้ลูกค้าที่มี Loyalty (ความซื่อสัตย์) สูง หรือเป็นแฟนคลับตัวยงเลยทีเดียว

คำศัพท์ที่ใกล้เคียงกับคำว่า User Experience ที่คุณอาจจะเคยได้ยิน ก็เช่น Customer Centric Design, Design Thinking เป็นต้น

CMS (Content Management System)

CMS (ย่อมาจาก Content Management System) คือระบบจัดการข้อมูลของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่น ซึ่งบางทีก็เรียกว่า Backoffice หรือที่บางทีเราจะเรียกกันว่า “ระบบหลังบ้าน” นั่นเอง

CMS นั้นจะพัฒนาขึ้นมาจากภาษาฝั่ง Back-end (PHP, ASP, RUBY หรือ ภาษาใหม่ๆ อย่าง Node.js, Angular.js)

สมัยก่อนนั้น หากคุณจะสร้างเว็บที่มีระบบหลังบ้าน หรือ CMS เป็นของตัวเองแล้ว คุณจะต้องพัฒนาใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะใช้เวลาและเงินค่อนข้างสูง แต่สมัยนี้ คุณสามารถใช้ระบบ Open Source (ระบบที่ผู้พัฒนา พัฒนาขึ้นมาและเปิดให้ดาวน์โหลดเอาไปใช้งาน หรือพัฒนาต่อได้ฟรี) ซึ่งระบบ CMS แบบ Open Source ที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันก็เช่น Drupal, Joomla และ WordPress

WordPress

WordPress เป็นหนึ่งใน CMS ที่นิยมกันมากที่สุดในโลก เว็บทั่วโลกกว่า 29.2% ถูกสร้างด้วย WordPress ซึ่งสิ่งที่ทำให้ WordPress เป็นที่นิยมเนื่องจากสามารถ ปรับแต่งสร้าง Theme หรือ Template ได้ง่าย มีทั้ง Theme ฟรี และแบบเสียเงินให้เลือกใช้มากมาย

โดยสิ่งที่ทำให้ WordPress นั้นทรงพลังมากกว่า CMS ตัวอื่น ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Plug-ins ที่มีนักพัฒนาทั่วโลกพัฒนาออกมาให้เราใช้มากมาย เรียกว่า ไม่ว่าจะอยากได้ฟังก์ชันแบบไหน ก็มี Plug-in บน WordPress ให้เลือกใช้

ยิ่งไปกว่านั้น WordPress ยังเป็น CMS ที่พัฒนาต่อได้ง่าย ทั้งการสร้าง Theme และ Plug-in ขึ้นมาใช้เอง บริษัท Magnetolabs เองก็ใช้ WordPress เป็น CMS หลักในการสร้างเว็บไซต์ให้กับลูกค้าของเรา เช่นเดียวกัน

หากเว็บไซต์ของคุณไม่ได้ซับซ้อนมากนัก บอกได้เลยว่า WordPress เอาอยู่

WordPress

Domain Name & Hosting/Web Server

หากคุณคิดจะเปิดบริษัทใหม่ สิ่งที่เราคิดว่าคุณควรจะต้องมีเป็นอย่างแรกๆ ก็คือ 1. ชื่อบริษัท 2. พื้นที่สำหรับทำงาน

Domain Name ก็เปรียบเสมือนกับชื่อบริษัทที่คุณต้องตั้งชื่อให้ไม่ซ้ำกับบริษัทอื่น

ส่วน Web Hosting หรือ Web Server ก็เปรียบเสมือนกับพื้นที่สำหรับทำงานที่คุณไปเช่า หรือซื้อมานั่นเอง

Domain Name นั้นเป็นสิ่งที่แทบจะทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ เพราะมีราคาไม่แพง (ราคาไม่เกิน $20/ปี) แต่สิ่งที่ยากก็คือ การได้มาซึ่งโดเมนที่มีความหมาย หรือตรงกับชื่อบริษัทของคุณ ไม่แปลกที่ธุรกิจเกิดใหม่หลายๆ ธุรกิจ เวลาคิดชื่อบริษัทจะต้องไปค้นหาดูว่าชื่อที่จะใช้นั้น สามารถจด Domain Name เป็น .com ได้หรือไม่? มีคนมาจับจองเป็นเจ้าข้าวเป็นเจ้าของไปหรือยัง? เพราะโดเมนชื่อดีๆ สั้นๆ มีความหมาย เป็น .com นั้นมักจะถูกจับจองไปแทบจะหมดแล้ว หลังๆ จึงมี Domain Name นามสกุลอื่นๆ เกิดขึ้นมาเป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยมไม่แพ้ .com มากมาย เช่น .co .io เป็นต้น

สำหรับ Web Hosting หรือ Web Server นั้นก็มีให้เลือกหลากหลายตามแต่การใช้งาน

Shared Hosting เป็นพื้นที่เว็บไซต์ที่มีราคาถูกมาก จ่ายแค่ไม่กี่ร้อยบาทก็ซื้อได้แล้ว ข้อเสียก็คือคุณจะไปแชร์บ้านเช่ากับคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา หากใครบ้านเช่านี้เกิดทำอะไรไม่ดี ก็มีสิทธิ์ที่คุณจะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

Cloud Hosting เป็นพื้นที่เว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงกว่า Shared Hosting เพราะคุณจะเป็นเจ้าของบ้านของคุณแต่เพียงผู้เดียว จึงไม่มีใครมาแชร์ทรัพยากรของบ้านของคุณ คุณจะปรับแต่งอะไรก็ง่าย ฉะนั้นบ้านคุณจะสะอาด จะดูดีหรือไม่ดี ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองท่านั้น ข้อเสียคือราคาแพงกว่า และต้องมีความรู้เรื่องของ Server มากกว่าไปแชร์บ้านกับคนอื่นๆ

เพิ่มเติมก็คือ คุณสามารถซื้อ Domain Name และ Web Hosting แยกกันจากคนละที่ได้ และเราก็แนะนำให้คุณซื้อแยกกัน เพื่อง่ายในการจัดการเว็บไซต์และมีความยืดหยุ่น หากต้องการจะขยับขยายย้ายบ้านในภายหลัง

สำหรับที่ Magnetolabs เราเลือกใช้ Cloud Hosting ให้กับลูกค้าของเราเช่นกัน เนื่องจากเรื่องของความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเว็บไซต์เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่น้อยไปเรื่องของการออกแบบ เทคโนโลยี และการตลาด

HTTPS หรือ SSL

HTTP คือช่องทางเชื่อมต่อหลักของการเข้าสู่อินเตอร์เน็ต หากคุณพิมพ์ URL เว็บไซต์ google.com เฉยๆ เว็บ Browswer (Chrome, Firefox, IE) ก็จะรู้ว่าคุณต้องการเข้าหน้าเว็บ Google ผ่าน HTTP โดยอัตโนมัติ ซึ่ง HTTPS ตัว S ที่ต่อท้ายเพิ่มขึ้นมาก็เป็นการบอกว่าการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์นี้ Secure นะ (HTTPS ย่อมาว่า Hyper Hypertext Transfer Protocol Over SSL)

แล้ว SSL คืออะไร? อธิบายง่ายๆ ก็เปรียบได้กับการที่เราแปะป้ายบอกกับคนเข้าเว็บ ว่า “เว็บฉันความปลอดภัยนะ” รับรองว่าไว้ใจได้

แล้วทำไมต้องทำให้เว็บเป็น HTTPS หรือติด SSL ด้วยล่ะ? เพราะนอกจากมันช่วยทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเว็บของคุณปลอดภัย แถม Google ยังให้อันดับกับเว็บที่เป็น HTTPS มากว่าเว็บที่เป็น  HTTP ธรรมดา ฉะนั้นการทำเว็บให้เป็น HTTPS จึงถือเป็นมาตรฐานที่ทุกเว็บควรจะต้องมีในปัจจุบัน

SEO (Search Engine Optimization)

สำหรับพวกเราแล้ว SEO คือกระบวนการที่ทำให้คนหาเราเจอ ในจังหวะที่เค้าต้องการเรา ซึ่งพวกเราเชื่อว่า การทำ SEO นั้นเป็น Art & Science คือพวกเราไม่ค่อยเชื่อในเรื่องของการทำ SEO สายดำ สายเทา อย่างเช่น การ Spam keywords ไปเยอะๆ บนหน้าเว็บ การเขียนคำโฆษณาที่หลอกให้คนคลิกเข้ามาอ่าน แต่ไม่ได้มีข้อมูลหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเลย

แต่สิ่งที่พวกเราเชื่อมั่นก็คือเรื่องของการส่งมอบคุณค่า แน่นอนว่ากระบวนการทำ SEO ของเรามีเทคนิคในเรื่องของการทำ Keyword Research แต่จากประสบการณ์การเขียนบล็อกและคอนเทนต์ที่ผ่านมา ทำให้เรามั่นใจใน “การส่งมอบคุณค่า” หากเนื้อหาที่คุณเขียน มีประโยชน์ และตอบโจทย์ให้กับคนที่เข้ามาหาข้อมูลได้จริง ก็เป็นเรื่องไม่ยากที่ Google จะค่อยๆ ขึ้นอันดับให้คุณ

ไม่เชื่อคุณลอง ค้นหาคำว่า “จ้างทำเว็บไซต์” ดูสิ คุณน่าจะเจอบล็อกของ Magnetolabs ที่พูดอธิบายเรื่องการจ้างทำเว็บไซต์ไว้แบบหมดเปลือก ซึ่งการเขียนคอนเทนต์แบบมอบคุณค่านี้เอง ทำให้คนที่เข้ามาเจอเราผ่าน Search Engine อ่านบล็อกจนจบ และทำให้เวลาเฉลี่ยที่ผู้ใช้อยู่บนหน้าเว็บของเราสูง จุดนี้เองทำให้ Google มองเห็นและเชื่อว่าคอนเทนต์ของเรามีประโยชน์กับคนที่เข้ามาอ่านอย่างแท้จริง

การทำ SEO = การส่งมอบคุณค่า

Landing Page

Landing Page คือหน้าเว็บที่ออกแบบเพื่อให้จุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง โดยที่อาจจะไม่จำเป็นต้องมีหน้าตา โครงสร้างเมนู การจัดวางที่เหมือนกับเว็บไซต์หลักก็ได้

เป้าหมายของ Landing Page ที่ดีควรจะมีเพียง 1-2 อย่าง เพื่อให้ผู้ที่เข้ามายัง Landing Page นี้สามารถ Take Action ในสิ่งที่เราอยากให้เค้าทำได้

ยกตัวอย่าง Landing Page ที่เห็นกันบ่อยๆ เช่น

  • หน้าแคมเปญ ที่ลงโฆษณาให้คนเข้ามาลงทะเบียนเพื่อเล่นเกมเพื่อลุ้นรับของรางวัล
  • หน้าที่ให้ทำการกรอกข้อมูล เพื่อดาวน์โหลด E-book
  • หน้าอธิบายบริการหรือผลิตภัณฑ์ ที่ต้องการให้คนกดซื้อสินค้า
ตัวอย่าง landing page จาก Instapage

Call to Action (CTA)

Call to Action คือการออกแบบให้ผู้ที่เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ หรือ Landing Page กระทำการบางอย่างที่เราอยากให้เค้าทำในสิ่งที่เราอยากให้เค้าทำ เช่น การให้คลิกปุ่มติดต่อ, กดสั่งซื้อสินค้า หรือกดเพื่อดูรายละเอียดสินค้า เป็นต้น

หากจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้น มันคือการ “ชี้นำ” ให้ผู้ใช้รู้ว่า “ฉันจะต้องทำอะไรต่อ” ซึ่ง Call to Action นี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำให้เกิด Conversion บนเว็บไซต์

การทำ Call to Action นั้นถือเป็นศาสตร์และศิลป์ คุณจำเป็นต้องเข้าใจจิตวิทยาเบื้องหลังที่ทำให้คน ซึ่งในที่นี้คือกลุ่มเป้าหมาย Take Action อะไรบางอย่าง การเขียน Copy Writing การเลือกสี การออกแบบ Layout การเลือกใช้รูปภาพ ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ Call to Action ที่คุณวางเอาไว้นั้นประสบความสำเร็จ (โดดเด่น คนมองเห็น และ Take Action) หรือล้มเหลว (คนไม่ทันเห็น มองข้าม และจากเว็บคุณไปอย่างไม่ได้ทำอะไรเลย)

เมื่อไหร่ถึงจะต้องมี Call to Action? คุณควรจะมี Call to Action ในทุกหน้า ทุกการออกแบบ ยกตัวอย่างเช่น

  • หนังสือ มี Call to Action ที่คุณเขียนอยากให้คุณทำก็คือ การเอาความรู้หรือไอเดียนั้นๆ ไปประยุกต์ใช้
  • โปสเตอร์ปิดหน้าหนัง มี Call to Action คือให้คนไปซื้อตั๋วดูหนัง
  • ใบปลิว แผ่นพับ มี Call to Action คือให้คนยกโทรศัทพ์ เข้าเว็บไซต์ หรือ Add Line เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
  • หน้าบทความของ Magnetolabs มี Call to Action ให้ผู้อ่าน ดาวน์โหลด e-book ที่เกี่ยวข้องกับ topic ของเรื่องนั้นๆ ไปอ่านเพิ่มเติม

หากคุณทำเว็บไซต์แล้วไม่มี Call to Action ที่ชัดเจน ผู้ใช้หรือลูกค้าก็จะไม่รู้ว่าเค้าต้องทำอะไรต่อ และสุดท้ายก็จะจากเว็บไซต์ของคุณไปอย่างเงียบๆ ไม่มีการแชร์ การพูดถึง อะไรต่อทั้งสิ้น

การทำให้คน Search เจอคุณว่ายากแล้ว แต่พอเค้าเข้ามาแล้วคุณปล่อยเค้าไป เพราะลืมนึกถึงเรื่อง Call to Action ทำให้ธุรกิจของคุณเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

ตัวอย่างการทำ CTA ทำเว็บไซต์
ตัวอย่าง Call to Action หน้า Web Design Service ที่เราต้องการให้ผู้เข้าชมคลิกที่ปุ่ม Talk to Us

สรุป

การเรียนรู้ในเรื่องที่เราไม่คุ้นเคย ไม่รู้จัก นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจความหมายในหัวข้อหลักๆ หรือ Key Terms ที่สำคัญของเรื่องนั้นๆ หากคุณเข้าใจคำหลักๆ ที่เค้าใช้พูดคุยกัน 20% มันก็น่าจะทำให้คุณเข้าใจภาพรวมของเรื่องนั้นๆ ไปกว่า 80% (อ้างอิงตามหลัก 80/20)

หวังว่าตอนนี้คุณน่าจะพร้อมที่จะคุยเรื่องเว็บ หรืออ่านบทความที่เกี่ยวกับการทำเว็บรู้เรื่องขึ้น 80% จากเมื่อ 5 นาทีที่แล้วนะคะ 🙂

เพิ่มเติม: หากคุณอ่านบทความนี้จบแล้วยังไม่หนำใจ เราก็มีอีกบทความแนะนำให้คุณไปอ่านต่อ เรียนรู้ “ภาษาโปรแกรมเมอร์” ศัพท์เทคนิคที่คุณควรรู้

Author

Linda Kraivanich

Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาอะไร และมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook กำลังเห่อ CrossFit มีเป้าหมายในการพิชิต Full Marathon ในปีนี้
Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาอะไร และมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook กำลังเห่อ CrossFit มีเป้าหมายในการพิชิต Full Marathon ในปีนี้

Related Blog

Leave Your Comment