[ครบรอบ 1 ปี Magnetolabs] 6 สิ่งที่พวกเราเรียนรู้จากการเปิด Web Design & Inbound Marketing Agency

วันนี้เมื่อปีที่แล้วเป็นวันที่ผมและพาร์ทเนอร์ของผมคุณโบ ไปที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพื่อจดทะเบียนบริษัทใหม่ของพวกเราซึ่งก็คือบริษัท แม็กนีโต้แล็บส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่โฟกัสเกี่ยวกับเรื่องการออกแบบ และพัฒนาเว็บไซต์ และการทำ Inbound Marketing

ก่อนหน้านี้ผมก็มีบริษัทของผม คุณโบก็มีบริษัทของเขา แต่เราเห็นโอกาสในตลาด เลยมาจับมือแท๊กทีมกัน

หนึ่งปีผ่านไป ไวเหมือนสายลม มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราเรียนรู้ ผมขออนุญาตเล่าสิ่งที่เรียนรู้มาตลอด 1 ปี ผ่านมุมมองของผมให้ได้อ่านกันนะครับ

ไม่ว่าคุณจะเป็น CEO ของบริษัทมหาชน หรือนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ ผมรับรองว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ครับ

สิ่งที่เรียนรู้จากการเลี้ยงดูฟูมฟัก Magnetolabs มาได้ครบ 1 ปี

1. การรู้เราเป็นสิ่งสำคัญ

พวกเรารู้ว่าพวกเราสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับบริการได้มากกว่าการทำเว็บไซต์โดยใช้ Template หรือการรับทำ Artwork (ไม่ใช่ว่าตัวอย่าง 2 อย่างนี้ได้ไม่ดีนะ เพียงแต่ว่าเราสามารถทำสิ่งที่เป็นภาพใหญ่กว่านี้ได้) เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถรับงานของลูกค้าแบบ SME หรือบริษัทที่พึ่งเปิดใหม่ได้ 

และในขณะเดียวกัน พวกเราก็รู้ตัวว่าเราไม่สามารถเป็น Full-service Agency ได้ (เราไม่เชี่ยวชาญด้าน Offline Marketing และงาน Advertising / Media Buying ก็เป็นแค่ส่วนเสริม ไม่ใช่หัวใจหลักของบริการของเรา และเราไม่มีทรัพยากรในการทำงานในสเกลระดับภูมิภาค) เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถรับงานของลูกค้าที่ต้องการแบบ Full-service ขนาดใหญ่ได้

พวกเราใช้เวลากันค่อนข้างเยอะในการพูดคุยว่าลูกค้าแบบไหนถึงจะเป็นลูกค้าที่เราเหมาะกับเขา และเขาก็เหมาะกับเรา ถึงแม้ว่าจะมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่พวกเราก็ค่อนข้างพอใจผลลัพธ์ที่ออกมา

การรู้เราจะทำให้เราไม่ประเมินตนเองต่ำเกินไป และไม่ทำในสิ่งที่ใหญ่เกินตัว

2. การเริ่มต้นทำ Inbound Marketing มันไม่ง่ายเลย

เรารู้ว่าคุณก็พอดูรู้ว่าพวกเราเองก็ทำ Inbound Marketing ให้กับเว็บไซต์ตัวเองเหมือนกัน ซึ่งผมเชื่อว่าคุณเองก็น่าจะมีคำถามว่า Inbound Marketing มันเวิร์คจริงรึเปล่า? และมันใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล?

ผมขอใช้บทความนี้เป็นบทความสารภาพเลยแล้วกันครับว่าถ้าพวกเราไม่ได้บุญเก่าที่ทำไว้กับเว็บไซต์ Content Shifu ของผม และเว็บไซต์ Blankspace (เว็บไซต์บริษัทเก่าของคุณโบ) ช่วยเอาไว้ ผมคิดว่า Magnetolabs อาจจะไม่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ครับ สาเหตุเป็นเพราะว่า Magnetolabs เป็นเว็บไซต์ใหม่ที่เราเริ่มทุกอย่างจาก 0 และเราก็เน้นทำ Inbound Marketing แบบ 100% (ไม่ซื้อโฆษณา และไม่ทำ Cold Call นัดลูกค้าเลย) ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เราทำเว็บไซต์นี้นั้น เราแทบจะนับหัวคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ได้เลยครับ

เพราะฉะนั้น ถ้าบริษัทคุณเป็นบริษัทใหม่ การทำ Outbound Marketing ควบคู่ไปพร้อมๆ กับการเริ่มต้นทำ Inbound Marketing น่าจะเป็นวิธีที่น่าสนใจกว่าครับ

ถ้าอยากรู้ว่า Inbound Marketing ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผล ลองอ่านดูข้อถัดไปนะครับ

3. Inbound Marketing มันเวิร์คจริงๆ นะ

ความพยายามในการทำ Inbound Marketing ของเรา (เราเขียนบล็อกแชร์ความรู้สัปดาห์ละครั้ง) นั้นพึ่งจะมาผลิดอกออกผลหลังจากที่เวลาผ่านไปประมาณ 6 เดือน ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่พึ่งจะมีลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาผ่านเว็บไซต์ Magnetolabs โดยตรงโดยไม่ผ่าน Content Shifu และ Blankspace 

ตอนนี้เวลาก็ได้ล่วงเลยมาอีก 6 เดือน บอกตรงๆ ว่าผลลัพธ์มันดีกว่าที่ผมคาดหวังไว้เยอะมากๆ ครับ เพราะโดยเฉลี่ยแล้วในทุกๆ วันจะมี Leads ติดต่อเรามา 1 ราย (คำว่าเฉลี่ยหมายความว่าบางวันอาจจะไม่มีใครติดต่อมาเลย แต่บางวันก็มีคนติดต่อมา 4-5 ราย) ซึ่งสำหรับบริษัทแบบ B2B แบบของเราแล้ว ผมคิดว่าตัวเลขมันไม่น้อยเลยครับ

ผมขอแชร์ตัวเลขที่เปิดเผยได้ เดือนกุมภาพันธ์ 2018 ให้เพื่ออ้างอิงนะครับ

Traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ตั้งแต่เปิดบริษัทมา: 25,000 คน (56,000 Pageviews)

จำนวน Leads (คนที่สนใจ Magnetolabs และเลือกที่จะให้อีเมลทิ้งไว้ตั้งแต่เปิดบริษัทมา: 550 คน

จำนวน Opportunities (บริษัทที่สนใจบริการของ Magnetolabs) ตั้งแต่เปิดบริษัทมา: 70 บริษัท (เฉพาะที่ติดต่อมาผ่านหน้าเว็บไซต์)

ป.ล. ถ้าลองสังเกตจากกราฟดูจะเห็นได้ว่า Traffic จากการทำ Inbound Marketing นั้นจะมีเทรนด์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ (จำนวน Leads ก็น่าจะแปรผันตามกัน) ซึ่งจากประสบการณ์ ผมบอกได้เลยว่ามันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ทางผมไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม (แต่ถ้าทำ กราฟก็อาจจะขึ้นเร็วขึ้น) ผลลัพธ์ที่พวกเราได้เห็นจากการทำ Inbound Marketing ให้บริษัทตัวเองเปรียบเสมือนสิ่งที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นเวลาเราจะทำ Inbound Marketing ให้กับลูกค้าครับ

ป.ป.ล. Inbound Marketing อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ แต่สำหรับ B2B, ธุรกิจที่แก้ปัญหาให้คน และธุรกิจที่ราคาต่อชิ้นสูง ผมคิดว่าเวิร์คครับ

4. การลงทุนมีความเสี่ยง

หลังจากเปิดบริษัทมาได้ครึ่งปี พวกเราได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญโดยการย้าย Office จาก Home Office ที่เราแชร์ร่วมกับบริษัทอื่นในย่านเอกมัย มาเป็น Office ของพวกเราเองในโซนที่ติดกับ BTS ชิดลม พร้อมกับค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นเกือบๆ 5 เท่า

จำได้ว่าพอบวกลบคูณหารทั้งค่าเช่า ค่ามัดจำ และค่าตกแต่งออกมาแล้ว พวกเราเครียดกันอยู่หลายสัปดาห์

แต่มาถึงวันนี้ ผมคิดว่าการลงทุนในครั้งนั้น ถึงแม้ว่ามันจะดูเกินตัวไปนิด แต่มันก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดครั้งนึงของพวกเราในปีที่แล้วครับ เพราะหลังจากที่เราลงทุนไป เราก็ได้ลูกค้าน่ารักๆ ที่เชื่อมั่นในตัวเรา (ถ้าคุณอ่านอยู่ ใช่แล้ว ผมหมายถึงคุณ 🙂 ) และก็ได้เพื่อนร่วมงานดีๆ มาร่วมทีม (ไม่ต้องยิ้ม ก็พวกคุณนั่นแหละ)

การลงทุนมีความเสี่ยงแต่ถ้ามั่นใจว่าศึกษาดีแล้วก็ควรจะลงทุน เพราะความเสี่ยงที่สุดของการทำธุรกิจคือการไม่เสี่ยงเลย

เพิ่มเติม: หลังจากที่เราย้ายเข้าไป Office ในโซนชิดลมได้ 1 ปี เราย้ายออกอีกครั้งไปอยู่แถวสาทรแล้วครับ ถ้าอยากอ่านรายละเอียดและเหตุผลเบื้องหลังของการย้าย Office อีกครั้ง ผมเขียนไว้ในบทความ “อยากบินสูงขึ้นฟ้า ต้องกล้าโดดลงเหว” ครับ

5. ว่าด้วยเรื่องของการศึกษา

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ผมอยากให้นักเรียน นักศึกษาได้อ่านครับ

ในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ผมได้อ่าน Resume จากคนหลายร้อยคน ซึ่งสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการลองสังเกตพฤติกรรมตัวเองก็คือผมไม่ได้สนใจ Transcript เลย เกรด 3.7 กับ 2.7 ไม่มีความต่างกัน มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อก็ไม่ต่างกัน แต่มีข้อยกเว้นอย่างนึงคือถ้าเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานเลย อาจจะดูบ้าง (หลักๆ แล้วพวกเราใช้วิธีการ Screen คนผ่านการโต้ตอบผ่านอีเมล การสัมภาษณ์ และการบ้านที่ให้ไป)

คนที่ทำให้ผมตื่นเต้นหรือตาลุกวาวจริงๆ คือคนที่แสดงให้เห็นถึงความขวนขวาย และความหมกมุ่นในเส้นทางที่เขาสนใจใน Resume ของพวกเขา (เช่นถ้าเป็น Marketer ควรจะมีเว็บ หรือเพจ, Designer ควรจะเคยออกแบบของเจ๋งๆ แล้วโพสต์ลงใน Dribbble หรือถ้าเป็น Developer อาจจะมี Github หรือลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่เคยทำ)

จากการคัดเลือกคนเข้ามาทำงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมเรียนรู้มาว่าวุฒิการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นครับ

.. ถ้าอย่างนี้แสดงว่าไม่จำเป็นต้องเรียนมัธยม/มหาวิทยาลัยก็ได้รึเปล่า? ความเห็นผมคือมัธยม/มหาวิทยาลัยยังมีความน่าสนใจในแง่การบ่มเพาะแนวคิด และการเรียนรู้เพื่อเข้าสังคมอยู่ แต่ถ้าอยากได้ความรู้ บนโลกออนไลน์มีเยอะกว่า และถ้าอยากได้ประสบการณ์ คุณจะต้องลงมือทำจริง

6. ทีมงานคือองค์ประกอบสำคัญ

แน่นอนว่าการที่เราย้ายออฟฟิศ นัยยะสำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องของการขยายทีม

เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างทีม สร้าง Culture ดีๆ ให้มันเกิดขึ้น เราใช้เวลาไปไม่น้อยกับการพูดคุยเพื่อกำหนด Values ของบริษัท Magnetolabs กันตั้งแต่วันแรกๆ (โชคดีมากที่ผมและคุณโบมีภาพของ Culture ของบริษัท แและเชื่อใน Value ที่เหมือนๆ กัน)

ซึ่งกว่าที่เราจะได้ทีมงานของ Magnetolabs แต่ละคนนั้น เราต้องมั่นใจว่าเค้าจะไม่ใช่แค่ทำงานเก่งแต่จะต้อง “Culture-fit” กับเพื่อนร่วมทีมและเห็นว่าเค้าจะมีความเชื่อใน Values ของบริษัทไม่ต่างจากพวกเรา

แต่สิ่งที่ยากกว่าการหาคนก็คือ การจะทำยังไงเพื่อส่งเสริมให้คนที่ใช่ เค้าพัฒนาเติบโต เมื่อมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับเรา ในทั้งในด้าน Professional และ Personal?

การปล่อยให้ทีมลงมือทำ ได้มีโอกาสลองถูกลองผิดบ้าง เป็นวิธีหนึ่งที่เราคิดว่าช่วยให้คนเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

แม้ว่าวิธีนี้จะต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจแต่เราก็เชื่อว่า นี่คือแนวคิดที่เจ้าของกิจการจะต้องมี ในการที่ขยายทีม ทำให้ทั้งบริษัทและทีมงาน รวมถึงตัวพวกเราเองเติบโตขึ้นไปอีกขั้น

สรุป

ผมหวังว่าสิ่งที่พวกเราเรียนรู้มาตลอดการทำ Magnetolabs มา 1 ปีจะเป็นประโยชน์กับคุณนะครับ

สุดท้าย

ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่เชื่อมั่นใน Magnetolabs เราจะพยายามอย่างเต็มที่ในการให้บริการคุณ และไม่ทำให้คุณผิดหวัง

ขอบคุณน้องๆ ในทีมที่เลือก Magnetolabs เป็นบ้านหลังที่ 2 พี่ๆ จะพยายามอย่างเต็มที่ในการทำให้น้องๆ เป็นมืออาชีพที่ดีกว่าเดิม

ขอบคุณพี่โบที่ร่วมสร้าง Magnetolabs ด้วยกันมา พี่เป็น UX/UI Designer ที่เก่งที่สุดที่ผมเคยเจอ และเป็นหนึ่งใน Partner ที่ดีที่สุดที่ผมเคยร่วมงานมาครับ

Note: ผมเคยเขียนเกี่ยวกับการย้าย Office ครั้งที่ 3 ไว้ที่นี่ ลองเข้าไปอ่านบทความ “อยากบินสูงขึ้นฟ้า ต้องกล้าโดดลงเหว” ได้ครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *