0
SHARE

ใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเห็นผลจากการทำ SEO?

Array
Sitthinunt

หลายๆ ครั้ง หลายๆ หนที่ผมเห็นคนถอดใจกับการทำ SEO และหันไปใช้วิธีการซื้อโฆษณาแทน ซึ่งผมคิดว่าสาเหตุหลักที่คนถอดใจไปซื้อโฆษณาแทนนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าการซื้อโฆษณานั้นสามารถทำได้ง่าย เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และรวดเร็วกว่า ส่วนการทำ SEO ให้ดีนั้นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความรู้ทางด้านเทคนิคค่อนข้างสูง อีกทั้งยังต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าผลลัพธ์จะผลิดอกออกผล

ถ้าบริษัทของคุณเป็นบริษัทที่พึ่งก่อตั้งใหม่ ยังไม่ได้มีงบประมาณมากและสภาพคล่องก็ยังไม่ได้สูงนัก การซื้อโฆษณาเป็นสิ่งที่คุณควรจะให้ความสำคัญมากกว่าการทำ SEO เพราะผลลัพธ์ในระยะสั้นคือสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้บริษัทไปต่อได้

แต่ถ้าบริษัทของคุณกำลังขยายและมีงบประมาณที่ใช้ในการทำการตลาดแล้ว หรือบริษัทของคุณเป็นบริษัทที่มีขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ การทำ SEO จะเป็นวิธีที่ทำให้ธุรกิจไปได้ดีและยั่งยืนกว่าในระยะยาว

ถ้าคุณอ่านบทความนี้จบ คุณจะเห็นภาพและเข้าใจ SEO มากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถจัดการความคาดหวังของคุณได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

ป.ล. ถึงแม้ว่าการทำ SEO เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ว่าในความเห็นของผม การซื้อโฆษณาก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่สำหรับธุรกิจทุกๆ ขนาดนะครับ

SEO คืออะไร?

เรามาเริ่มกันด้วยหัวข้อที่พื้นฐานที่สุดอย่าง SEO คืออะไรกันก่อนดีกว่า

SEO นั้นย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งถ้าจะให้ผมอธิบายคำคำนี้เป็นภาษาของตัวเองแบบง่ายๆ ก็คือการทำ SEO เป็นการที่คนที่เข้าไปหาข้อมูลบน Search Engine นั้นค้นเจอและคลิ๊กเข้าไปดูเว็บไซต์ของคุณ

“SEO is all about getting found by search engine & getting clicked by human” – Magnetolabs

พวกเราเคยเขียนบทความอธิบายเกี่ยวกับ SEO ไว้แล้ว ลองเข้าไปอ่านได้ที่ SEO คืออะไร อธิบายง่ายๆ ให้คนไม่รู้เรื่องอ่านรู้เรื่อง

สิ่งที่ส่งผลต่อการจัดอันดับของ SEO

Search Engine ชื่อดังอย่าง Google นั้นมีปัจจัยที่ใช้ในการจัดอันดับของการทำ SEO มากกว่า 200 ปัจจัย ซึ่งคุณสามารถเข้าไปอ่านได้จาก Backlinko สิ่งที่อยู่ในนั้นค่อนข้างซับซ้อนและมีเป็นจำนวนมาก ถ้าคุณไม่ได้อยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน SEO หรืออยากจะลงมือทำด้วยตัวเอง ข้อมูลเหล่านั้นอาจจะลึกเกินไป เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตสรุปเป็น 2 หัวข้อใหญ่ๆ ที่คุณควรจะพอรู้เอาไว้

1. On-page

On-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ เช่นการทำเว็บไซต์ให้เร็ว การทำเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนมือถือ การมีคอนเทนต์คุณภาพในจำนวนที่เหมาะสม การตั้งชื่อเว็บไซต์แต่ละหน้า และการใส่คำอธิบายในแต่ละหน้าอย่างเหมาะสม เป็นต้น

คุณสามารถเข้าไปดาวน์โหลด Checklist ในการทำเว็บไซต์ได้ที่นี่ รับรองว่าคุณจะเห็นภาพมากยิ่งขึ้นว่าเว็บไซต์ที่ดีควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ทำไมต้องเป็นเว็บไซต์? จริงๆ แล้วการที่คุณมีแค่เพจ Facebook (หรือ แอคเคาท์ Instagram) คุณก็มีโอกาสติดบน Search Engine ได้ แต่ถ้าคู่แข่งของคุณมีเว็บไซต์ บนโลกของ Search Engine ยังไงคุณก็ไม่มีทางสู้ได้ครับ

Moz ได้คิดค้นตัวชี้วัดทางด้าน SEO ขึ้นมา 2 ตัวซึ่งคือ Domain Authority (DA) หรือค่าความมีอิทธิพลของโดเมน และ Page Authority (PA) หรือค่าความมีอิทธิพลของเพจหน้านั้นๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว เพจ Facebook ของคุณจะมีค่า DA อยู่ที่ 100 (ได้คะแนนเต็มเพราะ facebook.com มีอิทธิพลมากสุดๆ) แต่ PA ของคุณนั้นจะมีค่าแค่ 1 เท่านั้นไม่ว่าเพจคุณจะมีคนติดตามหลักสิบหรือหลักล้าน หรือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม (เพราะ Search Engine จะมองเพจของคุณเป็นแค่เสี้ยวนึงของ Facebook เท่านั้น)

แต่สำหรับเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าค่า DA จะน้อยกว่าค่าของ Facebook มากๆ แต่ค่า PA ในเว็บไซต์แต่ละหน้านั้นเมื่อเวลาผ่านไป จะมีค่ามากกว่า 1 อย่างแน่นอน

จากเหตุผลข้างต้น ก็เลยส่งผลให้เว็บไซต์ธรรมดาๆ นั้นมีโอกาสที่จะติด Search Engine มากกว่า Social Media ต่างๆ นั่นเอง

Note: จริงๆ แล้ว ในตอนนี้ Facebook ก็พยายามทำตัวเองเป็น Search Engine ตัวหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งผมคิดว่า Search Engine ของ Facebook จะทรงพลังมากเพราะพวกเขาเก็บข้อมูลไว้เยอะ แต่ผมคิดว่ายอดการค้นหาในตอนนี้ยังคงสู้เจ้าอื่นๆ ไม่ได้ เดี๋ยวต้องมารอดูกันต่อไปว่าจะเป็นยังไง

2. Off-page

Off-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นนอกเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งโดยปกติแล้ว การทำ Off-page SEO จะหมายถึงการทำให้เว็บไซต์ของคุณได้มาซึ่ง Backlink (ลิงก์จากเว็บอื่น) ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เว็บไซต์ของคุณทำอยู่ โดยปกติแล้ว Backlink จะมีอยู่ 2 แบบคือ DoFollow และ NoFollow

Backlink แบบ DoFollow จะส่งผลตอบแทนจาก SEO (SEO Juice) มายังเว็บไซต์ของคุณด้วย กลับกัน Backlink แบบ NoFollow จะไม่ส่งผลตอบแทนจาก SEO มาให้

โดยปกติแล้ววิธีการได้มาซึ่ง Backlink มีหลายวิธีเช่นการขอให้ Influencer พูดถึงคุณ (Influencer Outreach) หรือ การไปเขียนบทความในเว็บไซต์อื่น (Guest Blogging) เป็นต้น ผมแนะนำให้คุณไปอ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ

ป.ล. Link จากโซเชียลมีเดียต่างๆ ถึงแม้ว่าจะเป็น NoFollow แต่ถ้าคุณได้ Backlink มาเป็นจำนวนมากๆ มันก็จะส่งผลดีต่อการทำ Off-page SEO เหมือนกัน

นอกจากการเอา Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของคุณแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่เป็นเรื่องของ Off-page SEO ด้วย เช่นการแข่งขันในอุตสาหกรรมของคุณบน Search Engine หรือการที่ Domain ของคุณนั้นถูก Search Engine ลงโทษรึเปล่า ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม ผมแนะนำให้ไปอ่านบทความของ Backlinko ครับ

ใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเห็นผลจากการทำ SEO?

คำถามนี้เรียกได้ว่าเป็นคำถามโลกแตก ใครก็ตามที่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์น่าจะเคยสงสัยหรือเคยได้ยินคำถามนี้มาบ้าง และใครก็ตามที่ได้ลองหาคำตอบดูก็น่าจะเห็นคนมาตอบไว้มากมาย บ้างก็ว่า 2 สัปดาห์ บ้างก็ว่า 6 เดือน บ้างก็ว่า 1 ปี

สรุปแล้วมันใช้เวลานานแค่ไหนกันแน่?

ถ้าจะให้ตอบตามจริงผมคงต้องตอบว่า “ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป” ขึ้นอยู่กับความคาดหวัง (ว่าคำว่า “เห็นผล” คืออะไร), อุตสาหกรรมที่คุณอยู่มีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน, สถานการณ์ปัจจุบันของคุณเป็นยังไง (เช่นเว็บไซต์ดีแค่ไหน, เคยสร้างคอนเทนต์ดีๆ บ้างรึเปล่า หรือเคยโดน Search Engine ลงโทษบ้างไหม) และความรู้ และงบประมาณที่คุณพร้อมจะลงให้กับการทำ SEO

แต่ถ้าอยากได้เป็นกรอบตัวเลขกว้างๆ ผมคิดว่าระยะเวลาที่ใช้ในการทำ SEO ให้เห็นผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจจะอยู่ในช่วง 4-12 เดือนครับ

ซึ่งคำตอบนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บใหม่ ยังไม่เคยทำ SEO มาก่อน และยังไม่เคยโดน Search Engine ลงโทษจากการทำ SEO สายดำ (การทำ SEO แบบผิดกฏ เช่นการซื้อ Link หรือการฝัง Keyword ไว้ในหน้าเว็บไซต์เป็นจำนวนมากๆ เป็นต้น)

ถ้าเป็นเว็บที่อยู่มานานพอสมควรแล้ว อาจจะเห็นผลเร็วกว่านี้ (จากการเข้าไปปรับ On-page SEO ของเว็บไซต์) หรืออาจจะเห็นผลช้ากว่านี้ (ถ้าเว็บของคุณเคยทำ SEO สายดำ และถูก Search Engine ลงโทษ)

กรณีศึกษา

เพื่อที่คุณจะได้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผมขอยกกรณีศึกษา 2 กรณีมาให้คุณได้อ่านนะครับ

กรณีศึกษา 1: contentshifu.com

เว็บไซต์ Content Shifu เป็นเป็นเว็บที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง Inbound Marketing แบบเน้นสอนลงมือทำ (ส่วน Blog ของ Magnetolabs จะเน้นเขียนให้ผู้บริหารอ่าน โดยไม่เจาะลึกถึงวิธีการทำ แต่เขียนอธิบายถึงภาพใหญ่ และเขียนถึงเหตุผลในการทำ Inbound Marketing)

เว็บไซต์ Content Shifu เป็นเว็บที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เหมาะกับการทำ SEO (และพยายาม Optimize ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้) นอกจากนั้นแล้วคอนเทนต์บนเว็บไซต์นั้นก็ถูกเขียนอย่างสม่ำเสมอ (สัปดาห์ละ 1 – 2 บทความ)

จากกราฟทางด้านบนจะเห็นได้ว่าในช่วง 4 เดือนแรกนั้น จำนวนคนเข้าเว็บไซต์ผ่าน Search Engine ถือว่าน้อยมากๆ แต่พอมาถึงเดือนที่ 5 กราฟเริ่มชันขึ้น และก็มีแนวโน้มที่ชันขึ้นเรื่อยๆ 

กรณีศึกษา 2: www.johnfdoherty.com

ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างของนาย John Doherty ที่ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของตัวเอง

จากกราฟจะเห็นได้ว่านาย John Doherty ใช้เวลาเกือบๆ ปีกว่าจะเห็นผลลัพธ์จากการทำ SEO (การแข่งขันในต่างประเทศสูงกว่าประเทศไทยมาก และอุตสาหกรรม Digital Marketing ที่นาย John แข่งด้วยนั้นก็ดุเดือดสุดๆ เพราะว่าเขาต้องแข่งกับคนที่รู้เรื่อง SEO เหมือนๆ กัน)

และกว่าที่นาย John จะเห็นผลลัพธ์แบบก้าวกระโดดนั้นก็ปาเข้าไปเกือบ 2 ปี

แน่นอนว่านี่ต้องอาศัยการทำงานหนัก และความอดทนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ ซึ่งผมเชื่อว่านาย John จะต้องพอใจกับผลลัพธ์ของเขาแน่นอน

สรุป

ในระยะสั้น ผลลัพธ์จากการทำ SEO อาจจะยังไม่ได้ผลิดอกออกผลอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าทำได้ถูกต้อง ในระยะยาวแล้ว การทำ SEO จะเปรียบเสมือนกับการที่คุณได้พื้นที่ทำเลทองที่คนเดินผ่านเป็นประจำ แถมคนที่เดินผ่านนั้นยังมีแต่คนที่สนใจสินค้า หรือบริการของคุณ

ผมแนะนำว่าถ้าคุณอยากจะทำ SEO หรือจ้างคนมาทำ SEO ให้กับธุรกิจของคุณ คุณควรที่จะศึกษา ทำความเข้าใจ เพื่อที่ว่าคุณจะได้ตั้งความคาดหวังได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมนะครับ

ถ้ามีคำถาม หรือความเห็นที่อยากเสริมเพิ่มเติม มาคุยกันต่อได้ในคอมเมนต์นะครับ

Author

Sitthinunt

Managing Partner ของ Magnetolabs หลงใหลในเรื่อง Inbound Marketing หรือการตลาดแบบแรงดึงดูด เวลาว่างจากการเขียนคอนเทนต์ หรือตั้งค่า Marketing Funnel มักจะอ่านหนังสือ บน Kindle อันเล็กๆ หรือไม่ก็ฟังนักธุรกิจ/นักการตลาดคนโปรดคลุกเรื่องเล่าเคล้าเรื่องราวบน Podcast
Managing Partner ของ Magnetolabs หลงใหลในเรื่อง Inbound Marketing หรือการตลาดแบบแรงดึงดูด เวลาว่างจากการเขียนคอนเทนต์ หรือตั้งค่า Marketing Funnel มักจะอ่านหนังสือ บน Kindle อันเล็กๆ หรือไม่ก็ฟังนักธุรกิจ/นักการตลาดคนโปรดคลุกเรื่องเล่าเคล้าเรื่องราวบน Podcast

Related Blog

Leave Your Comment