0
SHARE

ความจริงเกี่ยวกับ Digital Marketing ที่ไม่ใช่แค่นิทานปรัมปรา!

Array
Katina

ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโลกออนไลน์ ทำให้บทบาทหน้าที่ของ Digital Marketer มีความสำคัญมากขึ้นกับแวดวงธุรกิจ หรือเรียกว่าแทบจะทุกบริษัทนั้นต้องมีการทำการตลาดออนไลน์เลยก็ว่าได้

แต่หลายๆ คนก็อาจจะยังมีความเชื่อ หรือความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับคำว่า Digital Marketing อยู่ เช่น Digital Marketer คืออะไร ? สร้างแคมเปญออนไลน์ ยิงโฆษณาทาง Social Media หรือ Follow up trend แค่นั้นใช่ไหม?

ซึ่งสาเหตุหลักๆ ของคำถามพวกนี้ เราเชื่อว่าอาจจะมาจากภาพรวมของการตลาดที่คนส่วนมากมักเชื่อว่า การตลาดนั้นต้องควบคู่ไปกับการทำโฆษณา เพื่อสร้างและโปรโมทแคมเปญต่างๆ ทั้งบนโลกออฟไลน์และออนไลน์

เพราะฉะนั้นบทความนี้ เราจะมาอธิบายถึงนิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing กัน! หลังจากคุณอ่านบทความนี้จบ เรารับรองเลยว่าคุณจะมีมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับคำว่า Digital Marketing และเอามาปรับใช้ในธุรกิจของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอนค่ะ

ป.ล. ทั้งหมดนี้คือความคิดและการค้นคว้าของเรา ถ้าหากคุณผ่านมาแล้วคิดว่าเราเข้าใจตรงไหนผิดไป รู้สึกไม่เห็นด้วยกับข้อไหน หรืออยากให้เราอธิบายตรงไหนเพิ่ม สามารถบอกเราได้ในคอมเมนต์เลยนะคะ

นิทานเรื่องที่ 1: การทำ Digital Marketing = Social Media Marketing

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

สิ่งที่คนส่วนมากคิดเวลาพูดถึงการทำ Digital Marketing ก็คือ

“การทำ Digital Marketing คือการทำคอนเทนต์ โปรโมทแคมเปญ หรือทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Social Media Platform อย่าง Facebook, Twitter, Instagram, YouTube และ LINE  

และในฐานะที่เราเองก็เป็น Digital Marketer คำพูดที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ จากคนรอบข้าง คือ..

“ Digital Marketing คืออะไร แล้วต้องทำอะไรบ้าง ยิงโฆษณาออนไลน์? ทำการตลาดผ่าน Social Media แค่นั้นใช่ไหม?”

หรือถ้าหนักกว่านั้นก็คงจะเป็น “โห! งานสบายรายได้ดีมาก นั่งเล่น Social Media หาเทรนด์ใหม่ๆ มาปรับใช้กับแผนการตลาดออนไลน์”

สาเหตุหลักๆ ของความเชื่อนี้ก็เพราะว่า คนส่วนมากจะมองคำว่า Digital Marketing = Social Media Marketing ทำให้หลายๆ คนอาจเข้าใจว่า แค่คุณมี Facebook Page ก็หมายความว่า คุณกำลังทำ Digital Marketing อยู่

ทั้งๆ ที่ Social Media Marketing นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำ Digital Marketing เท่านั้น

แต่ก็จริงที่ Social Media Marketing ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ค่อนข้างมีความสำคัญมากกับ Digital Marketing ในประเทศไทย แต่การทำ Digital Marketing นั้นมันมีอะไรมากกว่าการทำ Social Media Marketing

เพราะคุณจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับคนบนโลกออฟไลน์โดยการใช้เครื่องมือออนไลน์ต่างๆ ดังนั้นเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงพวกเขาได้นั้นจะไม่ได้มีแค่ Social Media แต่จะมี Internet Advertising อื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การโฆษณาผ่าน Google Ads, Mobile Ads, SEM, Video Ads, Pop up Ads หรือ Banner Ads เป็นต้น

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราลองค้นหาคำว่า “จ้างทำเว็บไซต์” คุณจะเห็นว่า 4 อันดับแรกนั้นจะเป็นบริษัทที่ซื้อ Google AdWords ส่วนอันดับล่างจะเป็นบริษัทที่ทำการตลาดออนไลน์โดยไม่ได้ซื้อ Google AdWords และนี่ก็ถือว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำ Digital Marketing ที่นอกเหนือจากการทำ Social Media Marketing ซึ่งอาจจะมีโอกาสที่ทำให้คุณได้เพิ่มจำนวน Leads มากกว่าการใช้ Social Media Platform ซึ่ง Magnetolabs เองก็มีลูกค้าติดต่อผ่านมาทางช่องทางนี้บ่อยมาก

เพราะการที่ลูกค้าเข้ามาค้นหาคำพูดเหล่านี้ แปลว่าพวกเขามีความต้องการสินค้า/บริการเหล่านี้อย่างจำเพาะเจาะจงค่ะ ไม่ใช่แค่เลื่อนผ่านแล้วเจอแบบใน Social Media

ส่วนคำตอบของคำถามที่ว่า Digital Marketing ต้องทำอะไรบ้างล่ะ?

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

ถ้าหากคุณดูรูปภาพจาก Gartner ประกอบไปด้วย ตอนแรกคุณอาจจะคิดว่านี่เป็นแผนที่รถไฟฟ้า (ฮาาา) แต่จริงๆ แล้วนี่คือภาพรวมของหน้าที่ Digital Marketer ซึ่งถ้าหากคุณมองที่รถไฟฟ้าสายสีเขียว (Social) คุณคงเห็นแล้วว่า Social นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Digital Marketing นั่นเองค่ะ

Note: เราไม่ได้หมายความว่า การทำ Social Media Marketing นั้นไม่ดี หรือไม่ควรทำ แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะทำ Social Media Marketing ควบคู่ไปกับการกลยุทธ์ Digital Marketing อื่นๆ จากตัวอย่างข้างบนด้วย คุณจะสามารถเห็นได้เลยว่า Social นั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของ Digital Marketing จริงๆ

นิทานเรื่องที่ 2: การทำ Digital Marketing นั้นสามารถเห็นผลลัพธ์ได้ในชั่วข้ามคืน

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

“การทำตลาดออนไลน์ เราจะเห็นผลจากการทำแคมเปญนี้ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง”

“ทำวันนี้ เราก็สามารถรายงานผลได้พรุ่งนี้แล้ว”

ความคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดซะทีเดียว ถ้าหากคุณเลือกทำแต่การซื้อโฆษณาใน Social Media เพราะหลังจากคุณลงคอนเทนต์ไปตอน 2 ทุ่ม วันต่อมาคุณคงเห็นจำนวนคนไลก์ คน engage หรือ reach ได้แล้ว

แต่ความจริงในการทำ Digital Marketing นั้นคุณไม่ได้พึ่งแต่การซื้อโฆษณาที่สามารถแสดงผลให้คุณได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะเครื่องมืออื่นๆ อาจไม่สามารถแสดงผลให้คุณได้เร็วขนาดนั้น ยกตัวอย่างเช่น ผลลัพธ์จากการทำ SEO นั้นจะต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะไม่ใช่ว่าคุณทำ SEO วันนี้ เว็บไซต์ของคุณจะสามารถติดอันดับใน Search Engine ได้ภายในวันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้

แต่บางทีคุณอาจจะต้องรอเป็นเดือนๆ และในระหว่างนั้นคุณจะต้องทำคอนเทนต์คุณภาพควบคู่ไปด้วย เพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับใน Search Engine ได้เร็วขึ้นค่ะ

นิทานเรื่องที่ 3: การทำ Digital Marketing ไม่ต้องใช้งบเยอะ

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

การทำ Digital Marketing ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนเยอะเหมือนกับการทำ Traditional Marketing เช่น ป้ายโฆษณา เช่าสถานที่ โฆษณาทีวี โฆษณาทางวิทยุ และอื่นๆ เพราะเราสามารถเลือกยิงโฆษณาผ่าน Facebook Ads หรือ Google AdWords ซึ่งเป็นการยิงโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์หากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการได้อย่างแม่นยำและทั่วถึง และถ้าเราพอจะเขียนคอนเทนต์ได้ เราก็สามารถสร้างบล็อกได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมาย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีบางเรื่องที่คุณอาจจะลืมคิดไป!

1.การทำการตลาดต้องมีการวางกลยุทธ์

จากที่เราได้อธิบายไปในข้อแรก การทำการตลาดไม่ว่าจะเป็นสำหรับโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ คุณจำเป็นต้องมีการวางแผน เพื่อให้คุณสามารถคว้าประโยชน์จากช่องทางออนไลน์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นคุณอาจจะต้องหาคนที่รู้จักตลาดและทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทำการตลาดออนไลน์เข้ามาร่วมทีม หรือสำหรับบางบริษัทอาจจะเลือกปรึกษา Digital Marketing Agency เพื่อให้มาช่วยในเรื่องของการวางกลยุทธ์ ซึ่งนั่นก็หมายถึงจำนวนเงินที่ต้องลงทุนเพิ่มค่ะ

2.ขึ้นชื่อว่าดิจิทัลก็ต้องมีการใช้เครื่องมือ/ซอฟต์แวร์สิ

การทำ Digital Marketing นั้นคุณต้องสามารถติดตามและวัดผลได้ เพราะถ้าหากคุณไม่สามารถวัดผลได้ การกระทำเหล่านั้นก็สูญเปล่า เพราะถ้าหากไม่มีการติดตามผล ก็เท่ากับว่าคุณจะไม่มีลู่ทางในการปรับปรุงกลยุทธ์ของคุณเลย

แต่เมื่อพูดถึงราคาที่คุณอาจจะต้องจ่าย เทียบกับ ROI ที่คุณจะได้กลับมา เราถือว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพียงแค่ต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะมือกับธุรกิจของคุณเท่านั้นเองค่ะ

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากรู้ว่ามีคนเข้าเว็บไซต์ของคุณกี่คน พวกเขาใช้เวลาอยู่ในเว็บไซต์ของคุณนานเท่าไหร่ หรือพวกเขาเจอคุณได้อย่างไร คุณสามารถเลือกใช้ Google Analytics เพื่อติดตามผลได้ ซึ่งจะมีทั้งแบบ Standard ที่ให้บริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย และ Analytics 360 ที่คุณต้องลงทุนซื้อค่ะ

จากข้อมูลข้างบนที่เราอธิบายมา คุณคงสังเกตเห็นแล้วว่า การทำการตลาดออนไลน์นั้นต้องมีการลงทุนใช่ไหมคะ?

นอกจากนี้ DAAT ยังคาดคะเนไว้อีกด้วยว่า มูลค่าของสื่อโฆษณาดิจิทัลนั้นยังคงมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2016 มูลค่าการลงทุนนั้นสูงถึง 9.4 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2015) ส่วนในปี 2017 นี้ มูลค่าการลงทุนนั้นจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 24% ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่สูงมากเลยทีเดียว ดังนั้นยิ่งการแข่งขันสูงขึ้นเท่าไหร่ แน่นอนอยู่แล้วว่า Investment ก็จะสูงตามไปด้วย!

นิทานเรื่องที่ 4: SEO = One Time Project

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

“เราแค่ทำ SEO แล้วก็จบ ไม่ต้องทำอะไรอีกแล้ว เดี๋ยวเว็บไซต์เราก็ติดอันดับใน Search Engine เอง”

หลายๆ คนอาจคิดว่า การทำ SEO นั้นอาจเป็นเพียงแค่ One Time Project คุณสามารถปล่อยปละละเลยได้ เพราะหลังจากที่คุณทำ SEO ไปและเว็บไซต์เริ่มติดอันดับแล้ว ก็จะติดไปเรื่อยๆ ไม่ร่วงลงมาหรอก แถมเรายัง optimize เว็บไซต์ได้ดีพอสมควรแล้วด้วย

แต่จริงๆ แล้ว การทำ SEO นั้นก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการดูแลรถยนต์เลยค่ะ เพราะหลังจากที่คุณออกรถยนต์มา ภายในเดือนแรกก็คงไม่ต้องมีการดูแลอะไรมาก แต่พอขับไปได้ 1 ปี คุณคงจะต้องนำรถยนต์ของคุณไปตรวจสภาพ หรือมีการ maintenance อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้รถของคุณยังคงมีประสิทธิภาพที่ดีเหมือนเดิม

เช่นเดียวกันกับการทำ SEO ค่ะ ถ้าหากคุณเริ่มทำ SEO แล้ว คุณไม่ให้ความสนใจ หรือคอยติดตามผล จากที่คุณเคยติดอันดับต้นๆ ใน Search Engine คุณก็อาจจะร่วงลงมาได้ ถ้าหากว่ามีคู่แข่งที่ทำ SEO และทำคอนเทนต์ออกมาดีกว่าคุณ และที่สำคัญ Search Engine ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน

โดยข้อมูลจาก Searchengineland ได้อธิบายไว้ว่า Google จะมีการอัพเกรด algorithm อย่างน้อย 1 ครั้งต่อวัน ทำให้นักการตลาดออนไลน์ต้องคอยติดตามและวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการทำ SEO เพื่อไม่ให้เว็บไซต์ตกอันดับใน Google Search

เพราะฉะนั้นการทำ SEO จึงถือเป็น Ongoing Project และต้องอาศัยการติดตามผลอยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพราะถ้าหากเว็บไซต์คุณติดอันดับ SEO แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตกลงมาง่ายๆ แต่ถ้าหากมีคู่แข่งที่ทำคอนเทนต์ดีกว่าคุณ หรือสามารถ Optimize ได้ดีกว่าคุณ อันดับของคุณก็อาจจะลดลงมาได้ค่ะ

นิทานเรื่องที่ 5: ทุกอย่างต้องเป็นดิจิทัล ช่องทางออฟไลน์ไม่จำเป็นแล้ว

นิทานปรัมปราเกี่ยวกับ Digital Marketing

ในยุคดิจิทัลนี้ ทุกอย่างต้องเป็นดิจิทัล เราจะสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น เพราะออนไลน์เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมและความสนใจจากคนเป็นจำนวนมาก”

จริงค่ะ ที่ยุคดิจิทัลนั้นมีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนสมัยนี้ คนไทยแทบทุกคนเสพคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ และใช้งานอินเตอร์เน็ตเฉลี่ย 6.4 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 48.9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดย 96.1% ของกิจกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตนั้นมากจาก Social Media แบรนด์ต่างๆ จึงให้ความสำคัญกับการโปรโมทแคมเปญผ่านช่องทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่

แต่จริงๆ แล้ว คุณจะไม่สามารถเลือกเพียงแค่การทำตลาดแบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว และละเลยโลกออฟไลน์ได้ เพราะแทบทุกคนก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่บนโลกออฟไลน์ ถ้าหากคุณเลือกทำแต่การตลาดบนโลกออนไลน์ คุณก็คงจะเข้าหาคนบนโลกออฟไลน์ไม่ได้ หรือถ้าเลือกจะสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ คนบนโลกออฟไลน์ก็จะไม่ได้รับข้อความจากคุณเช่นกัน

ดังนั้นการทำการตลาดแบบสนใจแค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็คงจะเข้าถึงลูกค้าของคุณไม่ได้ทั้งหมด แต่คุณต้องหาวิธีในการเชื่อมโลกทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมอีเวนท์ที่เกี่ยวกับบ้านและคอนโด เพื่อให้ลูกค้าได้มาเห็นโมเดลจำลองของโครงการ ข้อมูลเชิงลึก และเสนอโปรโมชั่นต่างๆ ภายในงาน แทนที่จะดูรูปและหาข้อมูลข่าวสารด้วยตัวเอง

สรุป

การทำ Digital Marketing เป็นเรื่องที่มีความสำคัญในปัจจุบัน และจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ หลายๆ คน และหลายๆ บริษัทก็พยายามศึกษาและทำความเข้าใจในเชิงลึกเพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงธุรกิจ แต่ก็อาจจะยังมีความคิด ความเข้าใจ หรือความเชื่อที่ยังผิดอยู่ ดังนั้นการปรับความเข้าใจในเรื่องของการทำ Digital Marketing จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพื่อที่คุณจะได้วางแผน และนำไปปรับใช้ในธุรกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณมีมุมมองใหม่ๆ และเข้าใจคำว่า Digital Marketing ได้ดียิ่งขึ้นนะคะ ถ้าหากคุณมีคำถาม อยากให้เราอธิบายเพิ่ม หรือมีตรงไหนที่เราเข้าใจผิดไป คุณสามารถเขียนคอมเมนต์มาบอกเราได้เลยนะคะ

Author

Katina

แอปเป็น Digital Marketing Executive ของ Magnetolabs ที่ชื่นชอบการทำ Modern Marketing มากกว่า Traditional Marketing และคลั่งไคล้การเสพคอนเทนต์ต่างประเทศ เช่น HubSpot, Jeffbullas, Marketing Land เวลาว่างชอบดูหนัง อ่านหนังสือ เล่นกีฬา Outdoor Activities หลงรักการถ่ายภาพ การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ
แอปเป็น Digital Marketing Executive ของ Magnetolabs ที่ชื่นชอบการทำ Modern Marketing มากกว่า Traditional Marketing และคลั่งไคล้การเสพคอนเทนต์ต่างประเทศ เช่น HubSpot, Jeffbullas, Marketing Land เวลาว่างชอบดูหนัง อ่านหนังสือ เล่นกีฬา Outdoor Activities หลงรักการถ่ายภาพ การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

Related Blog

Leave Your Comment