จากใจน้องฝึกงานที่ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากที่นี่ [by น้องสพล]

ต้องขอเกริ่นก่อนเลยว่า พลเป็นเด็กคนนึงที่กำลังเรียนอยู่ชั้นปีสาม คณะบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการ สำหรับชีวิตมหาลัยของพลคนไม่ต่างกับคนอื่นๆ ซักเท่าไร ตื่นไปเรียน กินข้าว ทำกิจกรรมบ้าง แฮงก์เอาท์กับเพื่อน กลับหอนอน ชีวิตเป็นแบบนี้วนเป็นลูปๆ มาตลอด 3 ปี ระดับการเรียนก็ปานกลางไม่ได้ดีเด่นอะไร ไม่ได้เคยตั้งเป้าหมายในชีวิต ไม่คิดว่าจบไปอยากทำอะไร อยากหางานแบบไหน

จนกระทั่งวันนึงเราเริ่มรู้สึกว่า…ที่เป็นชีวิตที่เป็นอยู่แบบนี้มันดีแล้วเหรอ ถ้าวันนึงเรามีภาระที่ต้องรับผิดชอบ เรามีครอบครัวที่ต้องดูแล เราจะทำยังไงล่ะ?

พอเกิดคำถามเหล่านี้ขึ้นปุ๊บ พลก็เริ่มรู้สึกว่าเราคงต้องเริ่มทำอะไรซักอย่างแล้วแหละ ก็เลยได้มีโอกาสไปลองทำงานมาหลายงานพอสมควร ทั้งเป็นเด็กรับแขกตามโรงแรม สตาฟงานคอนเสิร์ต เด็กเสิร์ฟ เปิดร้านขายของ แต่ด้วยความที่เราเป็นนักศึกษางานที่เข้ามาเหล่านั้นก็จะเป็นงานประเภท Part-time หรือเป็น งาน Event ตามวันพิเศษต่างๆ

ซึ่งหลังจากที่เราได้ลองไปทำงานเหล่านี้มาแล้ว มันสนุกกว่าการเรียนหนังสือในมหาลัยเยอะเลย (ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่าพลเป็นคนไม่ชอบเรียนหนังสือในห้อง ฮ่าๆ) เราเริ่มมี Passion กับการทำงานมากขึ้น เราได้เริ่มซึมซับประสบการณ์ในการทำงานประเภทนี้แล้ว เราเริ่มอยากที่จะหาอะไรที่มัน Challenge กว่าเดิม ได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่มันแปลกใหม่ไปกว่าเดิม ก็เลยอยากมาลองฝึกงานดูบ้างว่า ความรู้สึกตอนทำงาน มันจะต่างจากการทำงานเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน และก็เป็นการหาประสบการณ์ที่ยากขึ้นไปกว่าเดิมอีกขั้นนึง

ทำไมถึงมาฝึกงานที่นี่ได้?

ต้องบอกก่อนเลยว่าคณะที่พลกำลังศึกษาอยู่ไม่ได้มีการบังคับให้นิสิตฝึกงาน ดังนั้นการหาที่ฝึกงาน นิสิตจะต้องหาด้วยตัวเอง ด้วยความที่ส่วนตัวของพลเองนั้นอยากที่จะทำงานในบริษัทไม่ใหญ่มาก เพราะคิดว่าอยากลองไปทำบริษัทที่มันแตกต่างจากคนอื่นดู เผื่อจะได้ลองอะไรใหม่ๆ ที่คนอื่นอาจจะยังไม่ได้ลองกัน ก็เลยลองหาบริษัทมาเรื่อยๆ

เริ่มแรกก็ง่ายๆ เลยครับหาจาก Google (Seach engine สุดทรงพลัง) Agency หางานบ้าง หรือตามงาน Startup ต่าง หลังจากหาบริษัทฝึกงานตามแหล่งต่างๆ มาได้สักพักนึง เจอบริษัทค่อนข้างหลากหลายพอสมควร แต่ดันไปสะดุดตากับคำนึงเข้านั้นก็คือ “Inbound Marketing” หรือก็คือการตลาดแบบใช้แรงดึงดูดของบริษัท Magnetolabs เข้า ซึ่งมันเป็นคำที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็เลยรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ

ประกอบกับหลังจากได้ไปทำการศึกษาเรื่องการทำ Inbound Marketing ก็พบว่าเขามีหลายส่วนงานที่น่าสนใจมากจริงๆ ทั้ง การเขียน Digital Content, SEO, Web Design ซึ่งเป็นงานที่ใช้ความรู้เฉพาะทางค่อนข้างเยอะ  พลเห็นด้วยว่าในปัจจุบันโลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจต่างๆ ก็เริ่มมีการพลิกโฉมรูปแบบการทำธุรกิจของตนเองมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคสินค้าหรือสื่อของผู้คนเปลี่ยนไปตามแนวโน้มของโลก ซึ่งพลคิดว่าการที่เราได้เข้าไปลองทำงานเหล่านี้ที่เกี่ยวกับดิจิทัลดู และสามารถซึบซับความรู้ตรงนี้กลับมาได้ มันจะต้องมีประโยชน์ต่อเราในอนาคตแน่นอน

และยิ่งไปกว่านั้นคือ พลเป็นคนที่ชื่นชอบการอ่านบทความเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (เรียนว่าแทบจะอ่านสามเวลาหลังอาหารเลย) เราอยากลองมีงานเขียนเป็นของตัวเองดู เผื่อจะเอาไปอวดคนอื่นกับเขาได้บ้าง ฮ่าๆ ^^ เลยทำให้พลตัดสินใจติดต่อยื่น Resume เข้ามาสมัครฝึกงานดู และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดครับ

ประสบการณ์สัมภาษณ์แบบงงๆ

หลังจากที่ได้ยื่น Resume แล้ว ก็ได้แต่รออย่างใจจดใจจ่อเลยครับ ด้วยความที่ว่าพลสมัครฝึกงานไปไม่กี่บริษัทเลยทำให้ค่อนข้างกังวลพอสมควร เพราะช่วงที่ยื่นเข้าไปแทบจะเป็นช่วงท้ายๆ ของการสมัครฝึกงานแล้วครับ หลังจากนั้นประมาณอาทิตย์นึงก็มีสายติดตามเข้ามาจาก Magnetolabs คนๆ นั้นก็คือ “พี่อร” นั่นเอง ที่ติดต่อเข้ามาสัมภาษณ์ สายนั้นค่อนข้างทำให้พลโล่งไปใจไปได้ระดับนึงเลยครับ เพราะอย่างน้อยทางบริษัทก็สนใจเรา

การสัมภาษณ์ก็ผ่านไปด้วยดีครับ หลักๆ เลยคือถามทัศนคติ ประสบการณ์ต่างๆ ในการทำงาน พร้อมทั้งอธิบายส่วนงานที่ต้องทำ เช่น

  • การเขียน Digital Content
  • การดูแลสื่อ Social ต่างๆ
  • การ Optimize บทความ คอยช่วย Rebranding  website
  • การทำ E-mail Marketing
  • การทำ SEO ให้กับลูกค้าเป็นหลัก

ซึ่งพี่อรสัมภาษณ์แบบเป็นกันเองมาก และงานที่คาดว่าจะได้ทำเป็นอะไรที่แปลกใหม่ และดูน่าสนุกมาก  ทำให้พลรู้สึกประทับใจ แตกต่างจากบริษัทที่เคยไปสัมภาษณ์มาบางที่พอสมควรที่เลย

และอีกอย่างนึงที่ทำให้พลรู้สึกอยากฝึกงานที่นี้ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมคือ ในช่วงสัมภาษณ์ไม่มีการถามเรื่อง เกรดหรือผลการเรียนเลยครับ อาจจะเป็นเพราะทางบริษัทไม่ได้สนใจกับเรื่องสถาบัน และผลการเรียน แต่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาตนเองมากกว่า ซึ่งพลก็มองว่าทัศนคติแบบนี้มันดีมาก เพราะพลก็มีความเชื่อเหมือนกันว่า ศักยภาพของคนไม่ได้วัดด้วยผลการเรียน คนเก่งๆ มากมายไม่ไ่ด้เริ่มต้นจากผลการเรียนที่ดีเด่นจบจากสถาบันที่สวยหรู แต่เขาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาตนเองมากกว่า

สิ่งที่ได้ทำในแต่ละวัน

สำหรับงานที่ได้ลองทำก็มีหลายประเภทเหมือนกันครับ ยกตัวอย่างเช่น การติดต่อลูกค้าและสัมภาษณ์ Persona, การ Optimize Content ให้ติด Seach Engine มากขึ้น, ช่วยดูแล Facebook Page ต่างๆ, การเก็บข้อมูล E-mail Marketing, และอื่นๆ ซึ่งงานแต่ละอย่างก็จะมีความยากแตกต่างกัน แต่ก็จะมีพี่อรที่คอยมาสอนและให้คำแนะนำอยู่ตลอดเวลา โดยทุกครั้งที่เราได้รับการสอนหรือการแนะนำเราก็ต้องพยายามเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับงานให้ได้

อีกอย่างนึงที่ประทับใจในการทำงานคือ พี่ๆ ในที่ทำงานจะมีอะไรใหม่ๆ มาให้เราได้เปิดหูเปิดตาเสมอ เช่น สอนใช้ Keyword Finder, ActiveCollab, Slack ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้มันทำให้งานของเราง่ายขึ้นเยอะ และมันเปลี่ยนมุมมองของเราเกี่ยวกับการทำ Digital Marketing ไปเลย เพราะมันเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีอะไรมาทำให้เรารู้สึกว่า ทำไมโลกที่เราเคยเห็นมาก่อนมันช่างเล็กเสียเหลือเกิน

ในช่วงแรกของการทำงานก็ค่อนข้างเอ๋อๆ หน่อยครับ เพราะเราไม่เคยเห็นงานแบบนี้มาก่อน ยิ่งบางครั้งเวลาคุยกับพี่อร หรือพี่แบงค์นี่ยิ่งงงใหญ่เลยครับ เพราะมักจะมีภาษาเชิงเทคนิคที่เราไม่เข้าใจมาให้สงสัยอยู่เรื่อยๆ บางครั้งก็ตีเนียนเคยได้ยินไปบ้างแหละครับ แต่ก็ต้องมาเปิดเน็ตหาคำตอบเอาในภายหลัง แต่พอปรับตัวกับงานได้แล้วก็สนุกมากครับ  รวมไปถึงบรรยากาศงานที่ไม่เครียด แต่ในช่วงจริงจังทุกคนก็ทำงานกันเต็มที่ ซึ่งมันทำให้เราได้เห็นพี่ๆ หลายๆ คน ในแต่ละมุมว่าเขาเก่งกันและจริงจังมากแค่ไหน ซึ่งการได้มาอยู่ในสภาพการทำงานแบบนี้มันทำให้เราอยากจะถีบตัวเองขึ้นไปให้เก่งเหมือนคนอื่นเข้าบ้าง

พอทำงานไปได้สักพักหนึ่งก็จะมีการให้ Feedback ด้วยครับ การให้ Feedback คือการพูดคุยกัน เพื่อให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับงานที่ได้ทำมาในช่วงที่ผ่านมา ว่าเรามีอะไรที่ต้องปรับแก้ในส่วนไหนบ้าง มีส่วนไหนที่ทำได้ดีแล้ว และควรทำต่อไป พร้อมทั้งยังเปิดโอกาสให้เราสามารถให้ Feedback พี่ๆ ได้เช่นกัน ซึ่งพลคิดว่การให้ Feedback เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้พูดถึงข้อดี และข้อเสียของกันและกัน เพื่อที่เราจะนำสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาให้องค์กรเติบโตนั่นเอง

แล้วได้รับอะไรจากการฝึกงานบ้าง?

1. ความรับผิดชอบที่มากขึ้น

ถ้าพลมองย้อนกลับไปดูตัวเองในช่วงก่อนที่จะเข้ามาฝึกงาน พลรู้สึกได้เลยว่าพลมีความรับผิดชอบเยอะขึ้นกว่าเดิมมาก ด้วยความที่บริษัทให้ความสำคัญกับการมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้างานที่ทางบริษัทไม่ได้มีการสแกนบัตรเพื่อบันทึกเวลาเข้างาน การให้อิสระในการทำงานที่เปิดให้พลจัดการกับงานของตัวเองได้อย่างมีอิสระ สามารถบริการจัดการงานได้ตามสไตล์ของตัวเอง โดยมีแค่การกำหนดขอบเขตระยะเวลามาให้เท่านั้น มีการเปิดกว้างทางความคิดอย่างเต็มที่ และบรรยากาศของงานทีไม่ตึงเครียด

มันทำให้พลคิดว่าบรรยากาศการทำงานแบบนี้ค่อนข้างเป็นสไตล์ International ซึ่งรูปแบบการทำงานที่พลได้เข้ามาลองฝึกมันมีความยืดหยุ่นมาก แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราไม่มีความรับผิดชอบในงานของตัวเอง มันก็ส่งผลเสียต่องานของเราได้เช่นกัน  ซึ่งหลังจากการที่พลได้เข้ามาฝึกงานที่ Magnetolabs มันทำให้มุมมองเกี่ยวกับความรับผิดชอบของเราสูงขึ้นมากเลย

2. เรียนรู้ที่จะกับการกับความเบื่อของตัวเอง

ที่ Magnetolabs เราจะมีกิจกรรมสนุกๆ ทำหลังเลิกงาน

จากเรื่องราวที่พลเคยได้รับรู้มาเกี่ยวกับงานประจำ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กรก็ดี ความน่าเบื่อในตัวงานที่ต้องทำวนเป็นลูปในแต่ละวันก็ดี การที่เราต้องเสียเวลานั่งรถทุกวันในตอนเช้าและตอนเย็นเป็นเวลารวมกันหลายชั่วโมงก็ดี มันทำให้ช่วงก่อนจะเริ่มฝึกงานพลค่อนข้างจะกังวลเหมือนกันว่าจะเบื่อก่อนมั้ย

พอมาทำงานได้จริงๆ มันก็มีจุดนึงที่พลเริ่มมีความรู้สึกเบื่อมันเข้ามาเหมือนกันนะครับ เช่น เวลาที่ต้องนั่งรถไปกลับวันละ 3-4 ชั่วโมงเพื่อมาทำงาน หรืองานบางอย่างที่เราต้องใช้ไอเดียแล้วมันคิดไม่ออก จนบางครั้งมันเหมือนเสียเวลานั่งอยู่หน้าจอคอมเฉยๆ แล้วงานมันเดินต่อไปไม่ได้ก็ทำให้พลรู้สึกเบื่อได้เหมือนกัน แต่พอมาลองคิดดูดีๆแล้ว ปัญหาเหล่านี้มันเป็นปัญหาทั่วไปมากๆ สำหรับคนที่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งวิธีแก้ก็มีอยู่เยอะแยะมากมาย ทำให้พลรู้ว่าทุกคนก็เคยเบื่อกับงานที่เราทำเหมือนกันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่เราจะจัดการความเบื่อยังไงเท่านั้นเอง

3. ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วย Growth Mindset

อย่างที่สามที่พลได้เรียนรู้จากการฝึกงานเลยนั้นก็คือการมี Growth Mindset ครับ คือ แนวความคิดที่จะกระตือรือร้นในการเรียน ใส่ใจ สนุกกับการแก้ปัญหา สนุกกับการเรียนรู้ และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทาย

เราปฏิเสธไม่ได้ครับว่าโลกของเราในปัจจุบันก้าวไปไวมาก บางครั้งงานก็เปลี่ยนไปตามโลกด้วยเช่นกัน เราจะเห็นได้จากการที่มีความท้าทายใหม่ๆ ในงานเข้ามาให้เราได้ลิ้มลอง ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ดิจิตอลใหม่ๆ การใช้เทคนิคต่างๆ ซึ่งถ้าเรามัวแต่ทำงานจนลืมที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปด้วย มัวแต่ยึดติดอยู่กับความรู้เดิมที่เรามี ไม่ได้ก้าวข้ามทักษะหรือขีดจำกัดทางความรู้ที่เรามีอยู่  มันก็เป็นเหมือนการที่เราย่ำอยู่กับที่ เพราะเราไม่สามารถสร้างสรรค์งานอะไรใหม่ๆ ออกมาได้

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพเลย ความรู้ที่เราที่อยู่ก็เหมือนกับกรอบๆ หนึ่งแแล้วงานที่เราต้องทำนั้นอยู่ในกรอบ ถ้าเราไม่คอยขยายกรอบหรือขอบเขตความรู้ของเราออกไปให้มันกว้างขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งงานที่อยู่ภายในมันล้นออกมา วันนั้นเราจะตามคนอื่นไม่ทันแล้วแหละครับ ซึ่งพี่แบงค์ก็แนะนำมาเหมือนกันครับว่าให้พยายามอ่านหนังสือให้มากขึ้น ลองเข้าฟังงานสัมมนาต่างๆ หรือการหา Podcast มาฟังก็เป็นทางเลือกที่จะพัฒนาตนเองได้ดีเช่นกันครับ  

4. แก้ปัญหาให้ไว เอาตัวรอดให้เป็น

สิ่งที่สี่ที่พลได้เรียนรู้จากการฝึกงานคือ “การแก้สถานการณ์” ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้เรียนรู้จากหลายช่วงในการทำงานเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นช่วงหลักที่สุดที่ได้เจอเลยคือ ตอนได้รับหน้าที่สัมภาษณ์ Buyer Persona ลูกค้าครับ

การสัมภาษณ์ในแต่ละครั้งจะมีการเตรียมเทมเพลตคำถามประมาณ 50-100 ข้อที่จะใช้ในแต่ละการสัมภาษณ์ แต่ปัญหาก็มาเกิดขึ้นเมื่อคำถามที่เราเตรียมไปมันไม่ตอบโจทย์กับลูกค้านั้นๆ หรือก็คือเราสัมภาษณ์แล้วเราไม่ได้ข้อมูลที่เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เลย ซึ่งเราก็ต้องรีบเอาตัวรอดจากตรงนั้นให้ได้ โดยพยายามฟังแล้วดูว่าลูกค้าของเราสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมั้ย และคิดคำถามขึ้นมาเอง ตอนนั้นเพื่อให้การสัมภาษณ์ของเราสามารถดำเนินต่อไปได้ครับ เพราะถ้าเราไม่สามารถแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ การสัมภาษณ์ครั้งนั้นคงเสียเวลาเปล่าแน่นอน และพลคิดว่าทักษะการแก้ปัญหาแบบนี้ถ้าใครที่มีไว้จะได้เปรียบเทียบเวลาทำงานแน่นอนครับ

5. Hard Skill เรียนรู้ในที่ทำงานได้ แต่ไม่ใช่ไปเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด

อันนี้เป็นอีกเรื่องที่พลผิดหวังในตัวเองเหมือนกันครับ เพราะพลเข้ามาฝึกงานในต่ำแหน่ง Digital Marketing ซึ่งหลายๆครั้งเราต้องใช้ความรู้ในสายงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือความรู้เกี่ยวกับ WordPress ครับ แต่เนื่องจากพลไม่ค่อยได้เตรียมตัวหาความรู้ในด้านนี้มาเท่าที่ควร เสียเวลาในการทำงานช่วงแรกก็เลยจะเสียไปค่อนข้างเยอะ จากการพยายามเรียนรู้และลองผิดลองถูก ซึ่งการเสียเวลาเรียนรู้ใหม่มันค่อนข้างนานพอสมควรเลยครับ แล้วพอมาลองคิดดูว่า ถ้าเรามีความรู้ในส่วนนี้เป็นพื้นฐานเข้าไปใช้ในช่วงฝึกงาน พลคิดว่ามันน่าจะประหยัดเวลาไปได้เยอะ และเอาเวลาส่วนนั้นไปเรียนรู้งานใหม่ๆ ได้หลายงานพอสมควรเลยทีเดียว

6. สภาพแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาตนเอง

บรรยากาศ Company Dinner

พลเคยได้อ่านหนังสือมาเล่นหนึ่งเมื่อนานมากแล้ว ในหนังสือเล่มนั้นเคยบอกเอาไว้ว่า

“ถ้าคุณอยากเป็นคนที่เก่งกว่าเดิม คุณจงขยันที่จะเรียนรู้ และผลักดันตัวเองให้ไปอยู่ในสังคมที่เก่งกว่าเดิม”

ซึ่งหลังจากที่พลได้เข้าลองฝึกงานที่ Magnetolabs มันทำให้พลนึกถึงกฏข้อนี้ขึ้นมา จากเดิมที่พลเป็นเด็กมหาลัยไม่ได้มีความสามารถ ชีวิตค่อนข้างวนลูปไปวันๆ เหมือนที่ได้บอกไว้ข้างต้น แแต่พอได้เข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งๆ มันทำให้เราได้เห็นความสามารถของพี่ๆ หลายๆ คนในที่ทำงาน ทั้งในเรื่อง การวางแผนงาน ความคิดเจ๋งๆ ความรับผิดชอบที่สูงมาก พลได้เริ่มซึมซับสิ่งเหล่านี้เข้ามาสู่ตัวเอง จนพลรู้สึกว่าพลมีความคิดแตกต่างจากช่วงก่อนเข้ามาฝึกงานโดยสิ้นเชิง

สำหรับใครที่กลัวการฝึกงาน อย่าพึ่งคิดกันไปเองนะครับว่ามันน่ากลัว เข้าไปแล้วจะเจอกับเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีหรือเปล่า หรืองานมันจะหนักมั้ย ผมไม่อยากให้มองอย่างนั้นนะครับ แต่ผมอยากให้มองว่ามันคือก้าวต่อไปของชีวิตที่เราต้องพบเจอ เพราะว่ายังไงทุกคนก็คงต้องเข้าไปทำงานอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องเจอครับ ยิ่งถ้าเราเริ่มต้นไว มันก็เหมือนการที่เราก้าวนำคนอื่นก้าวนึง ลองคิดดูนะครับ คุณเข้าไปทำงานเลยตอนเรียนจบใหม่ คุณใช้เวลาปรับตัว 1-2 เดือนในการเรียนรู้งาน ปรับตัวเองให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร (หรืออาจจะมากกว่านั้น) แต่สำหรับใครๆ ที่เคยมีประสบการณ์ฝึกงานมาแล้ว คนเหล่านี้มีพื้นฐานมาก่อน ซึ่งผมมองว่ามันประหยัดเวลาไปได้เยอะมากเลยนะครับ เพราะคุณก้าวนำคนอื่นไปแล้วหนึ่งก้าวนั้นเอง

และสำหรับใครที่กำลังจะได้ฝึกงานในปีต่อๆ ไปไม่ว่าจะเป็นบริษัทก็ตามแต่ และกำลังอ่านบทความนี้อยู่ สิ่งที่พลอยากจะแนะนำอีกเรื่องนึงเลยนะคือ การเข้ามาฝึกงานเป็นเหมือนการที่เราเข้ามาเรียนรู้อะไรใหมๆ เพื่อนำไปพัฒนาตนเอง การฝึกงานจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าคุณเข้ามาแล้วคุณทำตัวเหมือน คุณมีความรู้อยู่แล้ว และพยายามปิดกั้นตนเองจากความรู้อื่นๆ มันค่อนข้างจะเสียเวลาฟรีครับ

สิ่งที่คุณควรทำคือ ทำตัวคุณเองให้โง่ที่สุด และพร้อมจะเรียนรู้ เพราะพลเชื่อว่า ถ้าเราทำตัวเป็นคนที่โง่ที่สุด มันจะทำให้เรามองเห็นอะไรมากกว่าคนอื่นนั้นเอง

ซึ่งสำหรับตัวผมเองแล้ว การที่ได้เข้ามาลิ้มลองประสบการณ์ฝึกงาน 2 เดือนในครั้งนี้ ต้องบอกเลยว่ารู้สึกโชคดีมากครับ เพราะมันเปลี่ยนโลกของเราไปโดยสิ้นเชิง มันทำให้เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น หลายๆ แนวคิด หรือทัศนคติของเราเปลี่ยนไป เรามี Growth Mindset ที่เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือมันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองเป็นเด็กน้อยมากเพียงใด หลักจากนี้ผมก็จะพยายามหาความรู้ ประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป ขอบคุณพี่ทุกคนใน Magnetolabs มา ณ ที่นี้ที่เปิดโอกาสให้ผมเข้ามาฝึกงานในครั้งนี้ด้วย ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *