SHARE

UX เกี่ยวข้องยังไงกับ SEO? แชร์กลยุทธ์การทำ UX ให้ Google ชอบ

UX กับ SEO เกี่ยวข้อง และ UX ช่วยทำให้ SEO ดีขึ้นได้จริงหรือไม่? หากคุณกำลังมองหากลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการทำ SEO ให้กับธุรกิจของคุณ เราอยากให้คุณทำความเข้าใจกับเรื่องของ UX ในมุมของ SEO ดู

SEO นั้นเป็นเรื่องของ User Experience (UX)

สำหรับเจ้าของธุรกิจ และนักการตลาด หากคุณเป็นสาย Content ที่ทำ SEO มาซักระยะ คุณน่าจะคุ้นเคยกับการทำ SEO ในเชิง Technical SEO อย่างเช่น การทำ Keyword Research, การทำ On-page SEO, Off-page SEO ฯลฯ มาอยู่บ้าง

อ่านเพิ่มเติม: SEO คืออะไร?

หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินความเชื่อเกี่ยวกับการทำ SEO ที่ว่า “แค่ทำคอนเทนต์ดีๆ ก็พอแล้ว” หรือ “แค่เว็บโหลดเร็วก็กินขาด” แม้กระทั่ง “แค่ใส่ Title, Description, ทำ H1, H2, H3 ก็เหลือเฟือ” ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความเชื่อที่ผิดเลย เพียงแต่ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังว่าทำไมเราต้องทำคอนเทนต์ให้ดี ทำเว็บให้โหลดเร็ว ทำหน้าบล็อกให้เรียงลำดับอ่านง่าย ก็คือเรื่องของ User Experience (UX) หรือการทำให้ประสบการผู้ใช้นั้นดีขึ้นนั่นเอง

RankBrain: SEO Ranking Factor ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของ UX โดยเฉพาะ

แม้เราจะไม่ทราบถึง Metrics หรือตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการจัดลำดับว่า Content ใดจะขึ้นอันดับหนึ่ง สอง สาม หรือที่เรียกกันว่าติด SEO แต่ Google Search Engine ก็ได้มีการประกาศถึงองค์ประกอบโดยรวม หรือที่เรียกว่า “Google Search Ranking Factor” มาให้เราทราบอยู่เสมอ หนึ่งใน Google Search Ranking Factor ตัวที่ถือว่าน่าสนใจและเป็นที่พูดถึงก็คือ RankBrain

RankBrain (Google Search algorithm) เป็น Ranking Factor ที่สำคัญเป็นอันดับที่ 3 ซึ่งนอกจากจะถูกพูดถึงเพราะมีการใช้ AI และ ML (machine learning) มาเป็นมันสมองหลักในการจัดลำดับการแสดงผลในหน้า Search Result แทนการใช้คนแล้ว RankBrain ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของ User Experience หรือประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้โดยการเน้นให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด (metrics) ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้ที่มีต่อเว็บไซต์โดยตรง

ซึ่ง Google จะนำค่าที่ได้จากตัวชี้วัดเหล่านี้ มาประเมินว่า ผู้ใช้ “ชอบ” ใช้งานเว็บเรามากน้อยแค่ไหน โดยจะดูว่าผู้ใช้เข้าเว็บหน้าเดียวแล้วไปเลย (bounce rate) หรือเข้าชมหน้าเว็บครั้งละหลายๆ หน้า (pages per session) แน่นอนว่ายิ่งผู้ใช้ใช้งานเว็บเราหลายๆ หน้า ก็ส่งผลต่อเรื่องของ CTR และระยะเวลาที่เขาอยู่บนหน้าเว็บของเรา (dwell time) ไปตามๆ กัน

ยิ่งค่าทั้งหมดนี้สูง (ในระดับหนึ่ง) ก็อาจตีความได้ว่าผู้ใช้น่าจะชอบ หรือถูกใจกับเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเรา ยิ่งถ้า เว็บเราถูกใจผู้ใช้ ทำไม Google จะไม่ส่งเราให้อยู่หน้าแรกๆ บน search result ล่ะ?

สรุปได้ว่า SEO Ranking Factors นั้นมีการวัดเรื่องของ UX อย่างมีนัยยะสำคัญนั่นเอง

ทำความเข้าใจตัวชี้วัดที่สะท้อนถึง UX

ก่อนที่เราจะไปพูดคุยถึงกลยุทธ์การทำ UX เพื่อ SEO เรามาทำความเข้าใจถึงตัวชี้วัดที่สะท้อนว่าเว็บเรามี UX ที่ถูกใจผู้ใช้หรือไม่กันก่อน

Bounce Rate

เป็นค่าที่บอกว่ามีคนที่เข้าเว็บหน้าเดียวแล้วออกเลย มีกี่ % ค่า Bounce Rate โดยปกติแล้วยิ่งต่ำยิ่งดี แต่ก็ขึ้นอยู่ธรรมชาติของเนื้อหาด้วย เช่น หน้า Blog Post อาจจะมีค่า Bounce Rate ที่สูงกว่าหน้า Services หน้า Product เป็นธรรมดา เป็นต้น

Pages per Session

จำนวนหน้าที่ผู้ใช้เข้าไปชม ในการเข้ามาเว็บไซต์เราหนึ่งครั้ง ปกติแล้วยิ่งจำนวนหน้ามากจะดีกว่าน้อย แต่ก็ต้องระวังในการที่ลูกค้ามา Land ที่หน้าที่ควรจะตัดสินใจ อย่างเช่นหน้า Landing ขอข้อมูลสินค้า แต่กลับมีการเข้าหน้าอื่นย้อนไปมา ซึ่งอาจจะตีความได้ว่า เราดึงดูดคนให้เข้ามาเว็บไซต์ของเราผิดหน้าก็เป็นได้ หรือเราทำ CTA ที่สำคัญไม่ชัดเจนเพียงพอ

Dwell time (Session Duration, Time on Page)

การที่ลูกค้าใช้เวลาในแต่ละหน้า (Time on Page) หรือแต่ละครั้ง (Session Duration) ยิ่งมากก็ยิ่งดีเช่นกัน เพราะแปลว่าเขาเห็นประโยชน์ในการใช้งานในเว็บไซต์ของเรา

Page Load Speed

หากเว็บเราโหลดเร็วก็มีโอกาสมากกว่าที่ User จะเข้าถึงข้อมูลที่เขาต้องการได้เร็ว

ค่าเหล่านี้ ถือเป็นค่าเบื้องต้นที่ควรต้องทำความเข้าใจและจับตามอง โดยในหัวข้อถัดไปเราจะมาดูกันว่า หากเราต้องการจะทำให้ตัว metric เหล่านี้ดีขึ้น จะมีวิธีการอย่างไรบ้าง

3 กลยุทธ์การทำ UX เพื่อ SEO ที่ดี

1. ทำโครงสร้างของเว็บไซต์สำหรับ SEO และ UX

การออกแบบโครงสร้างข้อมูลของเว็บไซต์ (Information Architecture) นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งในเชิงของ UX และ SEO สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงในการออกแบบโครงสร้าง หรือ Navigation Menu ได้แก่

ทำความเข้าใจ User Journey ที่หลากหลาย

ไม่ใช่ทุกคนที่รู้จักคุณมาก่อน หากคุณทำ Inbound Marketing, Content Marketing ได้ดี Traffic ที่เข้ามาส่วนมากควรมาจาก Organic Search เข้าไปยังหน้า Blog กลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนที่อาจจะไม่ได้เคยรู้จักธุรกิจหรือบริษัทคุณมาก่อน แต่เขาเจอคุณผ่านเนื้อหาคุณภาพที่คุณสร้างขึ้น อย่าลืมนึกถึง User Journey ของคนกลุ่มนี้ด้วย

ทำให้โครงสร้างเว็บไซต์ง่ายเข้าไว้

การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ที่เรียบง่ายนั้นช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่เขาต้องการได้อย่างรวดเร็ว หากจะให้ดีอย่าทำให้โครงสร้างของ content นั้นลึกเกิน 3-4 ขั้น

สำหรับ Magnetolabs เอง เรามักจะออกแบบ Site Navigation ไม่ให้มีจำนวนเกิน 5 เมนู ซึ่งที่มาก็มาจากกฏของ “The Paradox of Choices” ยิ่งมีตัวเลือกมาก คนก็จะยิ่งเลือกไม่ได้เลย ฉะนั้น อยากให้ User ไปที่ไหนก็โฟกัสไปเลยจะดีกว่า

– ใช้ชื่อเมนูที่เป็นสากล

การใช้ชื่อเมนูที่เป็นสากลนั้นช่วยทำให้ทั้ง Google และผู้ใช้เข้าใจเมนูนั้นได้ง่าย หากคุณอยากที่จะสร้างความแตกต่าง หรือแสดงเอกลักษณ์ของแบรนด์ ชื่อเมนูจะเป็นที่สุดท้ายที่คุณควรไปยุ่งด้วย แนะนำให้ทำผ่านการเขียน Content Writing และการออกแบบ Visual design แทนจะดีกว่า

2. ปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้รวดเร็ว

การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำได้ดังนี้

Improve Page Speed

ระยะเวลาที่ใช้ในการโหลดหน้าเว็บ ถือเป็นปราการด่านหน้าด่านแรกระหว่างผู้ใช้กับเว็บไซต์ของคุณ ไม่ว่าเว็บคุณจะสวยงาม อลังการ อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์ หากลูกค้าไม่รอให้เว็บของคุณโหลดเสร็จ เราแนะนำให้คุณเอาทดสอบความเร็วของเว็บไซต์ของคุณที่ Google PageSpeed Insight, GTmetrix เพื่อทดสอบความเร็วเว็บไซต์ และทราบว่าเราควรจะต้องปรับปรุงในส่วนไหนเพื่อทำให้เว็บเร็วขึ้น

ตัวอย่างการทดสอบความเร็วของเว็บไซต์ Magnetolabs.com ผ่าน GTmetrix
ตัวอย่างการทดสอบความเร็วของเว็บไซต์ Magnetolabs.com ผ่าน GTmetrix

ให้ความสำคัญ Mobile Experience

นับวัน จำนวนผู้เข้าถึงเว็บไซต์จาก Mobile Devices ก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มขึ้น และแซงหน้า Desktop ไปเรื่อย เราจึงต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้บน Mobile Device หากยังไม่แน่ใจว่าความต้องการของลูกค้าของคุณที่เข้าเว็บผ่านโทรศัพท์มือถือคืออะไร เราแนะนำให้ทำการทำ User Interview เพิ่มเติมเพื่อหา insight จากลูกค้าของคุณ

จัดรูปแบบเนื้อหาให้อ่านง่าย

การออกแบบ Layout, Typography, รวมถึงลำดับความสำคัญของเนื้อหาต่างๆ นอกจากจะเป็นแนวทางแนะนำที่ช่วยเรื่องของ technical SEO แล้ว ยังช่วยผู้ใช้ในด้านของการเสพย์เนื้อหาบนเว็บของเราเช่นกัน

การที่เรามีการใช้ Heading ที่เหมาะสม การเน้นเนื้อหา การแบ่งเนื้อหาเป็น Paragraph ให้อ่านง่ายไม่ติดกันยาวๆ การทำรูปประกอบเพื่ออธิบายเนื้อหาให้เห็นเป็นภาพง่ายขึ้น นั้นเป็นการช่วยให้ผู้ใช้สามารถซึมซับและทำความเข้าใจกับ content บนเว็บของเราได้อย่างรวดเร็ว

3. ชั่งน้ำหนักระหว่าง SEO และ UX ให้ดี

ในการทำ SEO อย่าลืมว่าสุดท้ายแล้วเราทำการตลาดออนไลน์ ก็เพื่อส่งเสริมธุรกิจ หากผู้ใช้หรือลูกค้าของเราไม่ Happy สุดท้ายเราดึงดูดคนเข้ามาได้มากเท่าไหร่ เขาก็ออกไปหมด ฉะนั้นเราจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง การทำ SEO ให้ algorithm กับการทำประสบการณ์ผู้ใช้แบบ Long-termให้ดี สิ่งที่เราควรพิจารณา ได้แก่

ไม่ลืมเรื่องของ Branding

ในตั้งชื่อ Page Title, การเขียน Copywriting อย่าลืมโฟกัสที่เรื่องของ Branding ด้วย มากกว่าที่จะเน้นเรื่องของ Focus Keyword เพียงอย่างเดียว เพื่อช่วยสร้างความจดจำแบรนด์ในระยะยาว

เน้น Content ที่มีคุณภาพ

เขียน Content ที่ตอบคำถาม ให้ประโยชน์กับผู้ใช้ได้จริงๆ เช่น การเขียนบทความที่มีความยาวเพียงพอที่จะอธิบายถึงที่มาที่ไปของเนื้อหาได้ (Magnetolabs ปกติเราจะเขียนบทความที่มีความยาว 1,000 คำขึ้นไป)

หาโอกาสในการส่งมอบคุณค่าที่ไม่ยัดเยียดจนเกินไป

ใส่ลิงก์เชื่อมต่อ (internal link) แบนเนอร์ หรือพาผู้ใช้ไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่พยายามส่งไปยังเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะไม่ช่วยผู้ใช้อย่างแท้จริงแล้ว ความเกี่ยวข้องที่น้อยยังมีผลเสียกับ metrics ด้านบนอีกด้วย

UX และ SEO ต่างก็มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้ User พึงพอใจสูงสุดเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นเราจะทำ seo เพื่อ search engine อย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่เราจะต้องทำเว็บไซต์ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ และทำให้ผู้ใช้พึงพอใจเป็นสำคัญ

เพราะสุดท้ายแล้ว เป้าหมายของ Search Engine นั้นคือการหา “คำตอบ” ที่ตรงกับความต้องการ หรือแก้ปัญหาให้กับ “ผู้ใช้” ให้ดีที่สุด ไม่ต่างจากแนวคิด UX Design เช่นเดียวกัน

หากคุณกำลังมองหา Agency มาช่วยทำเว็บไซต์ธุรกิจ หรือปรับปรุง UX/UI เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางด้านการตลาดและ SEO สามารถดูรายละเอียด บริการ Web Design & Development หรือ บริการ UX/UI Service จาก Magnetolabs หรือจะติดต่อเพื่อพูดคุยขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ Talk to Us

New call-to-action

Author

Linda Kraivanich

Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาและมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook หลงไหลในเรื่องของ Design, Business และ CrossFit
Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาและมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook หลงไหลในเรื่องของ Design, Business และ CrossFit

Related Blog

Leave Your Comment