0
SHARE

เหตุผลที่ทำให้คุณขายของออนไลน์ได้ไม่ดี (อ่านได้ทั้ง B2C และ B2B)

Array
Sitthinunt

คุณได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง คนบอกมากมายว่าเทรนด์การขายของออนไลน์มันมา เมื่อคุณได้รับแรงบันดาลใจมากขึ้นเรื่อยๆ คุณก็เริ่มตื่นเต้นกับโลกออนไลน์

ไม่นานนักหลังจากนั้น คุณก็พาตัวเองกระโจนเข้ามาในบ่อทองบ่อนี้ พร้อมความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะเพิ่มยอดขายให้โตขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเปอร์เซนต์

พอคุณเริ่มขายของออนไลน์ไปได้สักพัก ฝันที่สวยหรูของคุณก็เริ่มสั่นคลอน เพราะมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด คุณต้องเจอกับคู่แข่งมากมายที่คิดเหมือนกับคุณ และคุณต้องจัดการกับความเปลี่ยนแปลงของโลกออนไลน์ที่โถมกระหน่ำเข้ามาทุกวัน คุณเริ่มรู้สึกไม่เข้าใจ เหนื่อย และท้อ….

แต่คุณยังไม่อยากยอมแพ้ง่ายๆ คุณเลยลองค้นหา “วิธีการขายของออนไลน์” บน Google ทันใดนั้น คุณก็เจอบทความนี้อยู่บนนั้น (อันนี้ผมแค่คาดเดาเฉยๆ จริงๆ แล้วคุณอาจจะเราบทความนี้ผ่าน Facebook หรือ Email ความรู้ที่เราส่งให้เป็นประจำก็ได้)

ถ้าคุณคาดหวังว่าบทความนี้จะช่วยคุณแก้ไขปัญหายอดขายของคุณได้ทันทีหลังจากที่อ่านจบ….

ผมคงต้องขอโทษที่ต้องทำให้คุณผิดหวัง เพราะมันไม่มียาวิเศษ หรือเคล็ดลับที่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้นในทันทีทันใด แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้ธุรกิจไม่ว่าจะบนโลกออนไลน์ หรือออฟไลน์ จะ B2C หรือ B2B คือการเข้าใจความต้องการของตลาด วางรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง และตั้งใจทำอย่างเต็มที่ อย่างสม่ำเสมอ

ถ้าคุณเชื่อเหมือนกัน ผมรับรองว่าบทความนี้จะช่วยคุณได้ครับ : )

ผมขอแบ่งรูปแบบของธุรกิจเป็น 2 รูปแบบคือ B2C และ B2B นะครับ เพราะผมเชื่อว่าวิธีการขายของออนไลน์ และปัญหาที่จะต้องเจอของธุรกิจทั้ง 2 รูปแบบนี้ค่อนข้างที่จะต่างกันมาก

ทำไมธุรกิจแบบ B2C ของคุณถึงขายออนไลน์ไม่ดี?

1. สินค้าของคุณไม่ตอบโจทย์เพียงพอ

เราเคยเรียนกันมาแต่ไหนแต่ไรเกี่ยวกับ Marketing Mix ที่เรียกว่า 4P ได้แก่ Product Price Place และ Promotion

P Product ซึ่งมาเป็นอันดับแรกนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การขายของแบบ B2C นั้นเป็นการขายของที่ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อน เช่นถ้าสมมุติคุณขายเครื่องดื่ม ปัจจัยหลักๆ ที่คนจะพิจารณาโดยส่วนมากแล้วก็เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ (ไม่เหมือนกับ B2B ที่อาจจะมีการบริการหลังการขาย การเมือง หรือเรื่องอื่นๆ มาเกี่ยวข้อง)

เพราะฉะนั้นถ้าสินค้าของคุณไม่ได้ตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้มากเพียงพอ ต่อให้ Price คุณจะถูกสุดๆ Place ของคุณจะอยู่ในทำเลที่ดีเลิศ หรือคุณจะทำ Promotion การตลาดให้น่าดึงดูดมากแค่ไหน มันก็จบกัน

2. คุณไม่มีตัวตนบนโลก Social Media

สินค้าแบบ B2C นั้นมักจะไปได้ดีกับโลกของ Social Media

ผมขอยกหลักการทำ Social Media ของ Crystal Vilkaitis ที่ว่าด้วยเรื่องของกฏ 70/20/10 มาให้ได้อ่านกันนะครับ

คอนเทนต์ที่คุณโพสต์ลงบน Social Media 70% แรก ควรจะเป็นคอนเทนต์ที่ส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า และช่วยสร้างแบรนด์ให้กับคุณ (ในความเห็นของผม การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่การที่บอกว่าคุณขายอะไร แต่เป็นการที่บอกว่าแบรนด์ของคุณมีตัวตนอยู่เพื่ออะไร)

20 % ถัดมาคือการแชร์คอนเทนต์ หรือไอเดียของคนอื่น เช่นถ้าคุณขายเสื้อผ้า คุณอาจจะเอาไอเดียการแต่งตัวเก๋ๆ มาแชร์บน Social Media ของคุณ​ (อาจจะเป็นการกดแชร์มาจาก Social Media ของเจ้าอื่น หรือเอาเนื้อหาจากคนอื่นมาสรุปความ แล้วเอามาโพสต์บน Social Media ของคุณก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ผมอยากให้คำนึงถึงเรื่องลิขสิทธิ์ไว้ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ)

10% สุดท้ายคือการขายของ และพูดถึงสินค้า/บริการของคุณเอง เพราะทุกธุรกิจไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการไม่ขายของเลย

Note: คอนเทนต์คือรากฐานของการทำการตลาด โดยเฉพาะตลาดแบบ B2C ที่เน้นกระตุ้นความต้องการของลูกค้า ถ้าแคปชั่นคุณไม่ดี รูปไม่สวย วีดีโอไม่โดน คุณก็จะถูกคลื่นคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ของคนอื่นกลบไปหมด

3. คุณดูไม่น่าเชื่อถือ

โลโก้ รูป Cover Image ฟอนต์ สี โทนเสียง และเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ (รวมๆ เรียกว่า Brand Identity) เป็นเรื่องสำคัญ อย่าละเลย

เพราะถ้าคุณละเลย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ถ้าเรื่องเล็กๆ เหล่านั้นมีจำนวนมาก จากเรื่องเล็กมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

ลองดูตัวอย่างการคุมโทนของ Magnetolabs ก็ได้ จะเห็นได้ว่าเราใช้ฟอนต์ สี และการจัดวางคล้ายๆ กันหมดในทุกช่องทางออนไลน์ไว้ว่าจะเป็นเว็บไซต์ Social Media หรืออีเมล​ (ต้องยกเครดิตให้กับทางทีมดีไซน์ครับ 🙂 )

และนี่คือ 3 เหตุผลที่ทำไมธุรกิจแบบ B2C ของคุณถึงขายไม่ดีนะครับ

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นแบบ B2B อ่านต่อทางด้านล่างได้เลยครับ

ทำไมธุรกิจแบบ B2B ของคุณถึงขายออนไลน์ไม่ดี?

1. เว็บไซต์ของคุณไม่ดี

ในความเห็นของผม เว็บไซต์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดบนโลกออนไลน์ของธุรกิจแบบ B2B (สำคัญยิ่งกว่า Social Media อีก) สาเหตุก็เป็นเพราะลูกค้าของธุรกิจแบบ B2B นั้นซื้อสินค้าไปเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการ เพราะฉะนั้นพวกเขาเลยต้องมีการค้นหาข้อมูล และทำการบ้านค่อนข้างเยอะ ซึ่งถ้าพูดถึงในแง่การให้ข้อมูลแล้ว เว็บไซต์เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลได้ดีมากๆ บนโลกออนไลน์

โดยปกติแล้ว Journey ของลูกค้าของธุรกิจแบบ B2B จะเริ่มจากการที่พวกเขามีปัญหา และต้องการหาทางแก้ปัญหา ซึ่งช่องทางแรกที่พวกเขาจะใช้ถาม หรือหาทางแก้ปัญหานั้นก็คือ Search Engine (ในประเทศของเรา Google เป็น Search Engine หลัก)

ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่ดี โอกาสที่คุณจะติด SEO ใน Google ก็น้อยลงไปด้วย หรือถึงแม้เว็บไซต์ของคุณจะติด Google แต่ถ้าคนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณแล้ว ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดี (เช่นเว็บไซต์แสดงผลได้ไม่ดีบนมือถือ ตัวอักษรเล็กเกินไป หรือหาข้อมูลไม่เจอ) สุดท้ายแล้วคนเหล่านั้นก็จะผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

2. คุณเน้นแต่ขาย ขาย ขายบนช่องทางออนไลน์ของคุณ

ถ้าคุณมุ่งเน้นแต่การพูดเกี่ยวกับเรื่อง “ของตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ รางวัล หรือเกียรติยศต่างๆ ที่ได้รับ คนที่เสพคอนเทนต์ของคุณก็คงจะมีแต่คนในบริษัท เพราะสุดท้ายแล้วคนที่เข้ามาเจอคุณบนโลกออนไลน์นั้นไม่ได้อยากรู้ “เรื่องของคุณ” แต่พวกเขาอยากรู้เรื่องของ “พวกเขาเอง”

การที่เขามาหาคุณ แสดงว่าเขากำลังมีปัญหา และพวกเขาก็อยากรู้ว่าคุณจะสามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรให้กับพวกเขาได้บ้าง ซึ่งคำแนะนำของผมก็คือคุณควรจะเปลี่ยนจากการพูดถึงแต่เรื่องของ “Feature” หรือสิ่งที่คุณทำได้/สิ่งที่คุณมี/สิ่งที่คุณเป็น​ มาเป็น “Solution” หรือวิธีการแก้ปัญหาให้กับกลุ่มลูกค้าของคุณ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำได้โดยการปรับ Content Strategy หรือจัดระเบียบโครงสร้างเว็บไซต์ใหม่อย่างเช่นการเพิ่มหน้า Solution หรือการเพิ่มบล็อกเข้าไป เป็นต้น

3. คุณไม่มีระบบ CRM ที่ดีพอ

ธุรกิจแบบ B2B โดยส่วนใหญ่แล้วมี Sales Cycle ค่อนข้างยาว ซึ่งหมายความว่าคุณไม่สามารถปิดการขายภายในหลักวินาที หรือหลักนาที บางงานอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือน หรือเป็นปีก็มี

ถ้าคุณมีลูกค้าแค่ 1-2 ราย หรือมีคนติดต่อคุณมาสักเดือนละ 1-2 คน คุณอาจจะไม่เจอปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณมีลูกค้าติดต่อเข้ามาทุกวัน แล้วคุณไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดีพอ ผมรับรองว่าคุณจะลำบากแน่นอน

Note: [ขายของสองบรรทัด] ถ้าคุณอ่านเหตุผลของผมข้างบนแล้วรู้สึกว่ามันช่างตรงกับธุรกิจ B2B ของคุณเหลือเกิน ผมคิดว่า Magnetolabs ช่วยได้ ลองติดต่อมาพูดคุยกันได้นะครับ 🙂

สรุป

ถ้าคุณยังขายของออนไลน์ได้ไม่ดี อย่าพึ่งท้อนะครับ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด ธุรกิจก็ไม่ได้สำเร็จในวันเดียวฉันนั้นครับ ลองศึกษาเหตุผล 6 ข้อทั้งของ B2C และ B2B ที่ผมเขียนในบทความนี้ แล้วลองเอาไปหาทางแก้ปัญหาดู ผมรับรองว่าธุรกิจของคุณจะดีขึ้นแน่นอน

คุณเห็นด้วยกับที่ผมเขียนรึเปล่า? หรือคุณมีประเด็นอะไรอยากจะเสริมอีกไหม? มาคุยกันต่อได้ในคอมเมนต์เลยครับ

Author

Sitthinunt

Managing Partner ของ Magnetolabs หลงใหลในเรื่อง Inbound Marketing หรือการตลาดแบบแรงดึงดูด เวลาว่างจากการเขียนคอนเทนต์ หรือตั้งค่า Marketing Funnel มักจะอ่านหนังสือ บน Kindle อันเล็กๆ หรือไม่ก็ฟังนักธุรกิจ/นักการตลาดคนโปรดคลุกเรื่องเล่าเคล้าเรื่องราวบน Podcast
Managing Partner ของ Magnetolabs หลงใหลในเรื่อง Inbound Marketing หรือการตลาดแบบแรงดึงดูด เวลาว่างจากการเขียนคอนเทนต์ หรือตั้งค่า Marketing Funnel มักจะอ่านหนังสือ บน Kindle อันเล็กๆ หรือไม่ก็ฟังนักธุรกิจ/นักการตลาดคนโปรดคลุกเรื่องเล่าเคล้าเรื่องราวบน Podcast

Related Blog

Leave Your Comment