SHARE

6 สาเหตุที่ทำให้คุณขายของออนไลน์ได้ไม่ดี (และคุณอาจไม่เคยรู้)

การขายของออนไลน์ได้เปลี่ยนจากเทรนด์ที่ทุกคนว้าวกลายเป็นเรื่องปกติไปในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งนั่นก็ทำให้คนจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจประเภทนี้ เพราะคาดหวังว่ามันจะประสบความสำเร็จ ได้ยอดขายเป็นร้อยเป็นพันเปอร์เซ็นต์พร้อมเงินเป็นกอบเป็นกำ ก่อนจะตื่นจากความฝันเพราะว่าสิ่งที่ได้เผชิญนั้นลำบากกว่าที่คิดไว้มากมายนัก ทั้งวิธีการและยอดขายที่ได้

ช่วงเวลานั้นอาจเป็นเวลาที่คุณเริ่มถามตัวเองว่า “ทำไมเราถึงขายของได้ไม่ดีกันนะ ?” และสิ่งที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ก็เด้งขึ้นมาเป็นคำตอบ

บทความนี้คงไม่ได้ช่วยให้คุณขายของดีขึ้นแบบทันทีทันใด แต่อาจทำให้คุณได้รู้ในสิ่งที่คุณมองข้ามหรือไม่ได้สังเกตมาก่อน เพื่อสามารถนำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจในระยะยาว ทั้งประเภท B2B (Business-to-Business) และ B2C (Business-to-Consumer ) ผมจะแบ่งสาเหตุต่างๆ ตามการขายทั้งสองแบบ เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการขายมากขึ้น ดังนี้ครับ

สาเหตุการขายไม่ดีของธุรกิจ B2C (Business-to-Consumer )

1. สินค้าของคุณไม่ตอบโจทย์เพียงพอ

หลักการทำการตลาดไม่ว่าจะขายอะไรก็ตามจะมีการพูดถึง Marketing Mix ที่เรียกว่า 4P ได้แก่ Product Price Place และ Promotion อยู่ครับ 

P Product ซึ่งมาเป็นอันดับแรกนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การขายของแบบ B2C นั้นเป็นการขายของที่ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อน เช่นถ้าสมมุติคุณขายเครื่องดื่ม ปัจจัยหลักๆ ที่คนจะพิจารณาโดยส่วนมากแล้วก็เกี่ยวข้องกับตัวเครื่องดื่ม เช่น ประโยชน์ รสชาติ สี กลิ่น แต่จะไม่มีปัจจัยประเภท บริการหลังการขาย การดูแลรักษา มาเกี่ยวข้อง

ดังนั้นถ้าสินค้าของคุณไม่ได้ตอบโจทย์กับลูกค้าจำนวนมาก หรือไม่มีกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ยินดีซื้อสินค้าของคุณแน่ๆ  ต่อให้ Price คุณจะถูกสุดๆ Place ของคุณจะอยู่ในทำเลที่ดีเลิศ หรือคุณจะทำ Promotion การตลาดให้น่าดึงดูดมากแค่ไหน มันก็จบกัน

2. คุณไม่มีตัวตนบนโลก Social Media

การขายสินค้าออนไลน์แบบ B2C นั้นมักจะไปได้ดีกับโลกของ Social Media และถ้าคุณไม่มีตัวตนบนโซเชียลมีเดียก็แสดงว่าคุณลดเส้นทางหากินสำคัญไปอีกทางแล้ว

ถ้าคุณกำลังธุรกิจผ่าน Social Media อยู่ ผมขอแนะนำ กฏ 70/20/10 เกี่ยวกับการสร้างคอนเทนต์มาให้ได้อ่านกันนะครับ

คอนเทนต์ที่คุณโพสต์ลงบน Social Media 70% แรก ควรจะเป็นคอนเทนต์ที่ส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า และช่วยสร้างแบรนด์ให้กับคุณ (ในความเห็นของผม การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่การที่บอกว่าคุณขายอะไร แต่เป็นการที่บอกว่าแบรนด์ของคุณมีตัวตนอยู่เพื่ออะไร)

20 % ถัดมาคือการแชร์คอนเทนต์ หรือไอเดียของคนอื่น เช่นถ้าคุณขายเสื้อผ้า คุณอาจจะเอาไอเดียการแต่งตัวเก๋ๆ มาแชร์บน Social Media ของคุณ​ (อาจจะเป็นการกดแชร์มาจาก Social Media ของเจ้าอื่น หรือเอาเนื้อหาจากคนอื่นมาสรุปความ แล้วเอามาโพสต์บน Social Media ของคุณก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ผมอยากให้คำนึงถึงเรื่องลิขสิทธิ์ไว้ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญ)

10% สุดท้ายคือการขายของ และพูดถึงสินค้า/บริการของคุณเอง เพราะทุกธุรกิจไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการไม่ขายของเลย 

Note: คอนเทนต์คือรากฐานของการทำการตลาด โดยเฉพาะตลาดแบบ B2C ที่เน้นกระตุ้นความต้องการของลูกค้า ถ้าแคปชั่นคุณไม่ดี รูปไม่สวย วีดีโอไม่โดน คุณก็จะถูกคลื่นคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ของคนอื่นกลบไปหมดแน่นอน

3. คุณดูไม่น่าเชื่อถือ

Trust สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในสังคมที่เป็นโลกออนไลน์ ดังนั้น โลโก้ รูป Cover Image ฟอนต์ สี โทนเสียง และเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับแบรนด์ของคุณ (รวมๆ เรียกว่า Brand Identity) ส่งผลหมด อย่าละเลย

เพราะถ้าคุณละเลย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ถ้าเรื่องเล็กๆ เหล่านั้นมีจำนวนมาก จากเรื่องเล็กมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เช่น แบรนด์ขาดเอกลักษณ์ ขาดความน่าเชื่อถือ 

ขอยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวผมที่สุด อย่างการคุมโทนของ Magnetolabs ก็ได้ จะเห็นได้ว่าเราใช้ฟอนต์ สี และการจัดวางคล้ายๆ กันหมดในทุกช่องทางออนไลน์ไว้ว่าจะเป็นเว็บไซต์ Social Media หรืออีเมล​ (ต้องยกเครดิตให้กับทางทีมดีไซน์ครับ 🙂 )

และนี่คือ 3 เหตุผลที่ทำไมธุรกิจแบบ B2C ของคุณถึงขายไม่ดีนะครับ

ถ้าธุรกิจของคุณเป็นแบบ B2B อ่านต่อทางด้านล่างได้เลยครับ

สาเหตุการขายไม่ดีของธุรกิจ B2B (Business-to-Business)

1. เว็บไซต์ของคุณไม่ดี

ในความเห็นของผม เว็บไซต์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดบนโลกออนไลน์ของธุรกิจแบบ B2B (สำคัญยิ่งกว่า Social Media อีก) สาเหตุก็เป็นเพราะลูกค้าของธุรกิจแบบ B2B นั้นซื้อสินค้าไปเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการ เพราะฉะนั้นพวกเขาเลยต้องมีการค้นหาข้อมูล และทำการบ้านค่อนข้างเยอะ ซึ่งถ้าพูดถึงในแง่การให้ข้อมูลแล้ว เว็บไซต์เป็นเครื่องมือที่ให้ข้อมูลได้ดีมากๆ บนโลกออนไลน์

โดยปกติแล้ว Journey ของลูกค้าของธุรกิจแบบ B2B จะเริ่มจากการที่พวกเขามีปัญหา และต้องการหาทางแก้ปัญหา ซึ่งช่องทางแรกที่พวกเขาจะใช้ถาม หรือหาทางแก้ปัญหานั้นก็คือ Search Engine (ในประเทศของเรา Google เป็น Search Engine หลัก)

ถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่ดี โอกาสที่คุณจะติด SEO ใน Google ก็น้อยลงไปด้วย หรือถึงแม้เว็บไซต์ของคุณจะติด Google แต่ถ้าคนเข้ามายังเว็บไซต์ของคุณแล้ว ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดี (เช่นเว็บไซต์แสดงผลได้ไม่ดีบนมือถือ ตัวอักษรเล็กเกินไป หรือหาข้อมูลไม่เจอ) สุดท้ายแล้วคนเหล่านั้นก็จะผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

2. คุณเน้นแต่ขาย ขาย ขายบนช่องทางออนไลน์ของคุณ

ถ้าคุณมุ่งเน้นแต่การพูดเกี่ยวกับเรื่อง “ของตัวเอง” ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ รางวัล หรือเกียรติยศต่างๆ ที่ได้รับ คนที่เสพคอนเทนต์ของคุณก็คงจะมีแต่คนในบริษัท เพราะสุดท้ายแล้วคนที่เข้ามาเจอคุณบนโลกออนไลน์นั้นไม่ได้อยากรู้ “เรื่องของคุณ” แต่พวกเขาอยากรู้เรื่องของ “พวกเขาเอง”

การที่เขามาหาคุณ แสดงว่าเขากำลังมีปัญหา และพวกเขาก็อยากรู้ว่าคุณจะสามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรให้กับพวกเขาได้บ้าง ซึ่งคำแนะนำของผมก็คือคุณควรจะเปลี่ยนจากการพูดถึงแต่เรื่องของ “Feature” หรือสิ่งที่คุณทำได้/สิ่งที่คุณมี/สิ่งที่คุณเป็น​ มาเป็น “Solution” หรือวิธีการแก้ปัญหาให้กับกลุ่มลูกค้าของคุณ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำได้โดยการปรับ Content Strategy หรือจัดระเบียบโครงสร้างเว็บไซต์ใหม่อย่างเช่นการเพิ่มหน้า Solution หรือการเพิ่มบล็อกเข้าไป เป็นต้น

3. คุณไม่มีระบบ CRM ที่ดีพอ

ธุรกิจแบบ B2B โดยส่วนใหญ่แล้วมี Sales Cycle ค่อนข้างยาว ซึ่งหมายความว่าคุณไม่สามารถปิดการขายภายในหลักวินาที หรือหลักนาที บางงานอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเดือน หรือเป็นปีก็มี

ถ้าคุณมีลูกค้าแค่ 1-2 ราย หรือมีคนติดต่อคุณมาสักเดือนละ 1-2 คน คุณอาจจะไม่เจอปัญหาอะไร แต่ถ้าคุณมีลูกค้าติดต่อเข้ามาทุกวัน แล้วคุณไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดีพอ ผมรับรองว่าคุณจะลำบากแน่นอน

Note: [ขายของสองบรรทัด] ถ้าคุณอ่านเหตุผลของผมข้างบนแล้วรู้สึกว่ามันช่างตรงกับธุรกิจ B2B ของคุณเหลือเกิน ผมคิดว่า Magnetolabs ช่วยได้ ลองติดต่อมาพูดคุยกันได้นะครับ 🙂

Magnetolabs-Inbound-Service

สรุป

ถ้าคุณยังขายของออนไลน์ได้ไม่ดี อย่าพึ่งท้อนะครับ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด ธุรกิจก็ไม่ได้สำเร็จในวันเดียวฉันนั้นครับ ลองศึกษาเหตุผล 6 ข้อทั้งของ B2C และ B2B ที่ผมเขียนในบทความนี้ แล้วลองเอาไปหาทางแก้ปัญหาดู ผมรับรองว่าธุรกิจของคุณจะดีขึ้นแน่นอน

คุณเห็นด้วยกับที่ผมเขียนรึเปล่า? หรือคุณมีประเด็นอะไรอยากจะเสริมอีกไหม? มาคุยกันต่อได้ในคอมเมนต์เลยครับ

New call-to-action

Author

Sitthinunt

Managing Partner ของ Magnetolabs หลงใหลในเรื่อง Inbound Marketing หรือการตลาดแบบแรงดึงดูด เวลาว่างจากการเขียนคอนเทนต์ หรือตั้งค่า Marketing Funnel มักจะอ่านหนังสือ บน Kindle อันเล็กๆ หรือไม่ก็ฟังนักธุรกิจ/นักการตลาดคนโปรดคลุกเรื่องเล่าเคล้าเรื่องราวบน Podcast
Managing Partner ของ Magnetolabs หลงใหลในเรื่อง Inbound Marketing หรือการตลาดแบบแรงดึงดูด เวลาว่างจากการเขียนคอนเทนต์ หรือตั้งค่า Marketing Funnel มักจะอ่านหนังสือ บน Kindle อันเล็กๆ หรือไม่ก็ฟังนักธุรกิจ/นักการตลาดคนโปรดคลุกเรื่องเล่าเคล้าเรื่องราวบน Podcast

Related Blog

Leave Your Comment