what-is-ab-testing
33
SHARE

A/B Testing คืออะไร? วิธีคิด กลยุทธ์ พร้อม 5 ไอเดียการนำ A/B Testing ไปใช้เพิ่มผลลัพธ์ให้กับธุรกิจบนโลกออนไลน์

บทความนี้ เราจะมาพาคุณไปรู้จักกับ A/B Testing เทคนิคที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการทางการตลาดมาได้สักระยะ เริ่มที่จะมีจำนวน Traffic, Leads ที่ค่อนข้างอยู่ตัว แล้วต้องการที่จะได้รับผลลัพธ์ที่มากขึ้นโดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนการทำการตลาดที่ทำอยู่เดิม

หากธุรกิจของคุณเริ่มดำเนินการทำ Digital Marketing มาได้สักระยะ และเริ่มพบกับจุดที่เรียกกันว่า Marketing Plateau คือ จุดที่เราเริ่มเติบโตได้ช้าลง ผลลัพธ์ต่างๆ เริ่มทรงๆ ตัว ไม่ค่อยเห็นการพัฒนาได้เร็วอย่างช่วงแรกๆ เราอาจจะเริ่มวิตกกังวล เพราะทั้งที่ก็ทำทุกอย่างเหมือนเดิม ทำไมถึงไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ? หรืออย่างที่เราได้รับในช่วงแรกๆ การทำ A/B Testing น่าจะช่วยคุณได้ค่ะ

A/B Testing คืออะไร?

A/B Testing คือ กระบวนการที่ทำขึ้นเพื่อเลือกทำผลลัพธ์ที่ดีกว่า ระหว่างทางเลือกตั้งแต่ 2 ทางเลือกขึ้นไป โดยให้ User บางส่วนเป็นผู้ตัดสินให้

ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการจะทราบว่า Landing Page เวอร์ชัน A ที่มีปุ่ม CTA สีเขียว กับเวอร์ชัน B ที่มีปุ่ม CTA สีแดง แบบไหนที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ หรือมี Conversion Rate ดีกว่ากัน? ในที่นี้ เราสามารถใช้กระบวนการทำ A/B Testing เข้ามาเพื่อช่วยหาคำตอบได้

what-is-ab-testing-01

หรืออีกตัวอย่าง หากเราต้องการทราบว่า Ads ที่เราจะลงบน Facebook เวอร์ชันไหนจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน ระหว่างรูปที่มีภาพพื้นหลังสีขาว กับอีกแบบเป็นพื้นหลังสีแดง Facebook Ads เองก็มีฟีเจอร์ที่เข้ามาช่วยให้เราทำ A/B Testing ได้เช่นกัน

3 ขั้นตอนการทำ A/B Testing**

1.รวบรวมข้อมูล

ในการทำ A/B Testing การตั้งโจทย์คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะหากตั้งโจทย์ผิด แม้เราจะทำ A/B Testing แล้วได้ผลออกมาดีแค่ไหน ก็อาจจะไม่ได้ส่งผลลัพธ์ต่อเป้าหมายของธุรกิจเราเลย แล้วเราจะเลือกทำ A/B Testing กับอะไรก่อนดี?

  1. ดูเป้าหมายที่เราตั้งไว้ อะไรคือสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดี ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางเอาไว้ Traffic, Conversion, Conversion Rate หรืออื่นๆ
  2. รวบรวมช่องทางในการสื่อสารทางการตลาดที่ส่งผลต่อเป้าหมายนั้นๆ แล้วดูสถิติว่าช่องทางไหนที่ “มี Traffic หรือ มีคนเห็นเยอะ แต่มี Conversion ต่ำ”

ตัวอย่าง

สมมติว่า เป้าหมายของบริษัทคุณคือ ได้ Leads จากหน้า Landing Page เพื่อดาวน์โหลด eBook จำนวน 100 คนต่อเดือน แต่ขณะนี้เราได้ Leads อยู่ที่ 50 คนต่อเดือน และเราพบว่า Landing Page ของเรามีคนเข้ามาที่ 1,000 ต่อคน นั่นแปลว่าเรามี Conversion Rate ปัจจุบันอยู่ที่ 0.5%

ในที่นี้ เราคิดว่าจำนวนผู้เข้าชมนั้นมากพอสมควรแล้ว จึงสรุปได้ว่า ปัญหาน่าจะเป็นเรื่องของ Conversion Rate ที่อาจจะน้อยเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้

Tips: Conversion เท่าไหร่จึงเรียกว่าต่ำ? คำตอบคือ “ไม่มีเลขตายตัว” วิธีที่แนะนำก็คือให้คุณลองเทียบกับ asset อื่นๆ ใน Category เดียวกัน เช่น เรามี Landing Page ที่ใช้ในการ Capture Leads ทั้งหมด 10 หน้า ก็ให้ลองเลือกหน้าที่มี Conversion Rate ต่ำที่สุด และมีปริมาณ Traffic ที่มากพอ มาเริ่มทำก่อน เป็นต้นค่ะ

2.ตั้งโจทย์

เมื่อทราบแล้วว่าสิ่งที่น่าจะปรับปรุงคือ Conversion Rate บน eBook Landing Page ขั้นตอนต่อไปก็คือการตั้งโจทย์ ซึ่งเราสามารถเริ่มได้จากการตั้งสมมติฐาน

ยกตัวอย่างเช่น

“หากเราปรับปรุงปุ่ม Call to Action บนหน้า eBook Landing Page จากเวอร์ชัน A เป็นเวอร์ชัน B น่าจะช่วยทำให้จำนวน Conversion Rate เพิ่มขึ้น 0.5%”

หรือ

“หากเราเปลี่ยนดีไซน์หน้าปก eBook บนหน้า eBook Landing Page จากเวอร์ชัน A เป็นเวอร์ชัน B น่าจะช่วยทำให้จำนวน Conversion Rate เพิ่มขึ้น 1%”

ในการตั้งโจทย์ ควรจะคิดถึงความน่าจะเป็น และตั้งสมมติฐานให้ได้หลายๆ สมมติฐาน แล้วค่อยเลือกสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะส่งผลลัพธ์ได้มากที่สุดมาทำการทดสอบต่อไป

3.วางแผนและดำเนินการทดสอบ

เมื่อได้โจทย์ที่ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นจะเป็นการวางแผนและดำเนินการทดสอบ ซึ่งประกอบไปด้วย

1. สร้าง Variant โดยโฟกัสทีละ 1 ตัวแปร

จากสมมติฐานที่เราเลือกมา เราจะรู้แล้วว่าเราต้องไปสร้าง Variant อะไรเพิ่ม เพื่อนำมาใช้ทดสอบ เช่น
“หากเราเปลี่ยนดีไซน์หน้าปก eBook บนหน้า eBook Landing Page จากเวอร์ชัน A เป็นเวอร์ชัน B น่าจะช่วยทำให้จำนวน Conversion Rate เพิ่มขึ้น 1%”
สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การเปลี่ยนดีไซน์หน้าปก eBook อีกเวอร์ชันหนึ่งโดยที่ไม่เปลี่ยนตัวแปรอื่น เช่น ชื่อ eBook, หรือ Headline ในหน้า Landing Page เพื่อให้เราทราบว่าผลการทดสอบนั้น เป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนดีไซน์ของหน้าปก eBook เท่านั้น

2. กำหนดระยะเวลา

สำหรับระยะเวลาที่เราใช้ทดสอบนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทดสอบ + ปริมาณกลุ่มตัวอย่างที่เรามี บางการทดสอบนั้นใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็สามารถดูได้แล้วว่าตัวเลือกไหนเป็นผู้ชนะ อย่างเช่น การทำ A/B Testing สำหรับการส่งอีเมล หรือการยิง Ads บน Facebook เป็นต้น

5 ไอเดีย การใช้ A/B Testing กับการทำการตลาดออนไลน์

1. Landing Page

หากธุรกิจของคุณมุ่งเน้นการเก็บ Leads หรือข้อมูลลูกค้า Landing Page เป็นที่แรกๆ ที่เหมาะกับการทำ A/B Testing เพราะบน Landing Page เรามักจะมีจุดประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนที่อยากให้คน Take Action เมื่อเขาเข้ามายังหน้า Landing Page นี้ ไม่ว่าจะเป็นการคลิกปุ่มซื้อ กรอกฟอร์มเพื่อติดต่อ หรือคลิกต่อไปยังหน้าที่เราต้องการ ฯลฯ

what-is-ab-testing

บน Landing Page สิ่งที่เราสามารถทำ A/B Testing ได้ เช่น

  • Headline
  • Sale Copy
  • ปุ่ม Call to Action
  • จำนวน Field ในแบบฟอร์ม
  • ภาพประกอบ
  • ความยาวของหน้า Landing Page

2. Blog Post

หน้าที่ของ Blog Post คือ การดึงดูดคนให้เข้ามาที่เว็บเรา หากธุรกิจของคุณใช้ Blog Post เป็นหนึ่งในช่องทางหลักที่ช่วยนำคนเข้ามารู้จักกับธุรกิจ เราสามารถทำ A/B Testing เพื่อช่วยทำให้คนคลิกเข้ามามากขึ้นเมื่อเขาเจอเราบน Search Engine

การทำ A/B Testing สำหรับ Blog Post ในที่นี้เราจะเน้นเรื่องของ SEO ซึ่งจะไม่ใช่แค่การเพิ่ม Click Through Rate แต่เป็นการปรับปรุงเรื่องของประสบการณ์ผู้ใช้ ซึ่งส่งผลไปช่วยให้ค่า Metrics อย่าง Bounce Rate และ Time on Page ดีขึ้นด้วย

การทำ A/B Testing สำหรับ Blog Post ประเด็นสำคัญจะอยู่ที่ การเลือกหน้าที่เราจะนำมาทำ A/B Testing หากเรามี Blog Post ทั้งเว็บอยู่เป็นร้อยโพสต์ เราควรเลือกหน้าที่มีคนเห็นเยอะ (Impressions) แต่มีคนคลิกน้อย (Low on Click Through Rate) อาจจะเลือกมา 1-3 หน้าเพื่อทำการทดสอบก่อนก็ได้

what-is-ab-testing

สำหรับ Blog Post สิ่งสำคัญที่ควรทำ A/B Testing ได้แก่

  • Meta Title
  • Meta Description
  • Headline
  • ภาพประกอบ Call to Action / Banner

3. Ads

หากเป็นสมัยก่อน นักการตลาด นักโฆษณา และลูกค้าคงจะต้องเถียงกันไม่จบสิ้นเพื่อจะหาว่า

“Ads ไหน ดีกว่ากัน?”

แต่ปัจจุบันการทำ Digital Ads ไม่เพียงแค่วัดผลได้ แต่ยังมีเครื่องไม้เครื่องมือที่เข้ามาช่วยให้เราได้ทดลองเพื่อหา Ads ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
การทำ A/B Testing กับงาน Ads ก็ถือเป็นการทดลองแบบหนึ่งที่น่าทำ เนื่องจากใช้งบประมาณและเวลาที่ไม่มาก เรียกว่าคุณสามารถทำ A/B Testing ได้เลยแม้ว่าคุณจะมีงบประมาณเพียงหลักร้อยหลักพัน

แม้ว่า Digital Ads นั้นมีหลาย Platform หลายรูปแบบ แต่สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญและแน่นอนว่าเอาไปทำ A/B Testing ได้นั้น ก็ไม่หนีไปจาก 3 สิ่งนี้ ได้แก่

  • Creative หรือ ภาพประกอบ
  • Copywriting หรือ ข้อความ
  • CTA

4. Offer, Banner

จากข้อ 2 เมื่อเราสามารถดึงดูดให้คนเข้ามายังหน้าเว็บไซต์เราได้แล้ว สิ่งที่เราควรทำเป็นลำดับต่อไปก็คือ การปรับแต่ง Offer, Banner, Call to Action ต่างๆ ที่อยู่บนหน้าเว็บ เพื่อนำทางให้คนที่เข้ามาไปยัง Funnel ต่อไปมากขึ้น

สำหรับ Offer, Banner สิ่งที่เราสามารถทำ A/B Testing ได้ก็เช่น

  • Headline
  • Call to Action
  • Background Color
  • รูปแบบ Artwork หรือรูปภาพ
  • ตำแหน่งที่ใช้

what-is-ab-testing

5. Email Marketing

หากบริษัทของคุณมีการใช้ Email Marketing เป็นหนึ่งในช่องทางในการสื่อสารกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งอีเมลข่าวสารประชาสัมพันธ์ ความรู้ หรือเป็น Email Marketing Automation เมื่อคุณมีลิสต์รายชื่อได้ประมาณหนึ่ง และส่งอีเมลไปหลายฉบับ คุณจะเริ่มเห็นค่าสถิติ Open Rate, Click Rate ที่ค่อนข้างนิ่ง การนำ A/B Testing เข้ามาใช้จะช่วยทำให้คุณปรับปรุงให้ Open Rate, Click Rate ให้ดีขึ้นได้

สำหรับ Email Marketing สิ่งที่เราควรทำ A/B Testing ได้แก่

  • Subject
  • ข้อความ Intro / Preview Text
  • Call to Action
  • ช่วงวันเวลาที่ส่งอีเมล

ข้อควรคำนึงถึงในการทำ A/B Testing

ควรทดสอบทีละ 1 ตัวแปร

เพื่อให้สามารถทราบว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นเกิดจากปัจจัยของตัวแปรอะไรกันแน่ กฏเหล็กสำคัญในการทำ A/B Testing ก็คือ คุณต้องทำการทดสอบทีละ 1 ตัวแปร เมื่อได้ผู้ชนะแล้วค่อยเปลี่ยนตัวแปรอื่นในครั้งต่อๆ ไป

ไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ และทุกช่วงเวลา

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การทำ A/B Testing นั้นเหมาะกับธุรกิจที่ทำ Digital Marketing มาได้ระยะหนึ่งที่มี Impression, Traffic ที่ค่อนข้างเยอะแล้ว และต้องการ Conversion เพิ่ม หากธุรกิจของคุณยังเพิ่งเริ่มต้น มี Traffic ยังไม่มากนัก อาจจะเอาเวลาไปสร้าง Content หรือ Experiment เรื่องของไอเดียก่อนจะดีกว่า เพราะแม้เราจะมาทำ A/B Testing แล้วได้ Conversion Rate ที่เพิ่มขึ้นมา 1% สำหรับ Traffic หลักร้อยของเรา เมื่อเทียบกับคนที่เขามี Traffic เยอะๆ เป็นหลักหมื่นหลักหลักแสนแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะไม่ได้คุ้มกับแรงที่ลงไปในตอนนี้ค่ะ

ข้อมูลอาจมีความคลาดเคลื่อน

การทำ A/B Testing นั้นมีเป้าหมายเพื่อหา “ผู้ชนะ” จากการลงสนามทดสอบเล็กๆ ก่อน เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับสนามทดสอบใหญ่ของเรา

ฉะนั้นเราไม่ได้ต้องการข้อมูลที่เป๊ะมากนัก เราต้องการเพียงเวอร์ชัน A หรือ B ว่าใครทำผลงานได้ดีกว่า ดังนั้นข้อมูลทางสถิติที่เป็นตัวเลขที่แท้จริงนั้นอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่เราจะเอามาใช้ในทางสถิติแบบจริงจัง

A/B Testing เทคนิคที่ใช้แรงน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก

จะเห็นได้ว่าการทำ A/B Testing นั้นไม่ได้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน หลักการคือเราต้องเลือกสิ่งที่เราควรทดสอบทีละ 1 ตัวแปร และเมื่อได้ผู้ชนะแล้วจึงเปลี่ยนไปทดสอบตัวแปรถัดไป หรือจะทดสอบบนตัวแปรเดิมแล้วจึงนำไปปรับใช้เวอร์ชันใหม่ในคราวเดียวก็ได้

ซึ่งเครื่องมือการทำการตลาดทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมีฟีเจอร์ที่รองรับการทำ A/B Testing ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ การทำ Landing Page, Ads, Email Marketing สิ่งที่สำคัญกว่าในเรื่องของ A/B Testing คือเรื่องของการวางกลยุทธ์ การวางแผนตั้งโจทย์ จัดลำดับความสำคัญ ทดสอบอย่างมีหลักการ และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามแผนที่วางเอาไว้

หากคุณสนใจทำ Digital Marketing ที่เน้นเรื่องของผลลัพธ์ไม่ว่าจะเป็น Inbound Marketing, Media Buying, Email Marketing, Marketing Automation หรือ Website Design สามารถพูดคุยปรึกษากับเราเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ

Author

Linda Kraivanich

Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาและมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook หลงไหลในเรื่องของ Design, Business และ CrossFit
Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาและมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook หลงไหลในเรื่องของ Design, Business และ CrossFit

Related Blog

Leave Your Comment