0
SHARE

รู้จัก Growth-Driven Design กระบวนการทำเว็บไซต์แบบใหม่ที่ให้ผลลัพธ์กับธุรกิจอย่างแท้จริง

Array
Linda

การทำเว็บไซต์ขึ้นมาซักเว็บนั้น คุณจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน กับงบประมาณก้อนหนึ่ง (อ่านเรื่อง อยากจ้างทำเว็บไซต์ซักเว็บ ต้องจ่ายเท่าไหร่?) เพื่อใช้จ้างทำเว็บไซต์ วางแผนโครงสร้างเว็บ ออกแบบ UX/UI การพัฒนาระบบจัดการข้อมูล เตรียมคอนเทนต์ ทดสอบประสิทธิภาพ ฯลฯ

ซึ่งขั้นตอนการทำเว็บไซต์แบบนี้ เราเรียกกันว่า Traditional Web Design หรือการทำเว็บในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งหากใครที่เคยทำเว็บไซต์น่าจะคุ้นเคยกันดี

โดยปกติแล้ว เป็นเรื่องไม่ง่ายที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ ผ่านไปสามเดือน เว็บไซต์ที่คุณวาดฝันไว้สวยหรูเมื่อ Day 1 อาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด คู่แข่งชิงเปิดตัวก่อน งบประมาณบานปลาย ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้มี Requirements เพิ่ม ฯลฯ

หากคุณก็เป็นคนหนึ่งที่พบปัญหาเหล่านี้จากการทำเว็บไซต์แบบดั้งเดิม (Traditional Web Design) เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ Growth-driven Design

Growth-Driven Design คืออะไร?

Growth-Driven Design คือ ขั้นตอนการทำเว็บไซต์ที่มีเป้าหมายเพื่อ ลดความเสี่ยง จากวิธีการทำเว็บไซต์แบบดั้งเดิม (Traditional Web Design) โดยมุ่งพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้สามารถ

1. เปิดตัวเว็บไซต์ให้เร็วที่สุด

2. เน้นโฟกัสกับผลลัพธ์ที่แท้จริง

3. ค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนาตัวเว็บไซต์ในส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ในการทำเว็บแบบ Traditional Web Design เมื่อผ่านไป 1-2 ปี เว็บไซต์ของคุณอาจจะเริ่มดูล้าสมัย หรือคุณอาจจะอยากจะใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางการตลาดบนเว็บใหม่ๆ สิ่งที่คนทั่วๆ ไปทำก็คือ การ Re-design เว็บไซต์

รอ 2-6 เดือน เมื่อเว็บใหม่เสร็จ ก็เริ่มทำการ Setup Marketing Campaign พอ Setup เสร็จ เว็บไซต์แสนสวยค่าตัวไม่น้อยเว็บนั้นก็ถูกลืม ไม่เคยมีใครเหลียวมาดูผลลัพธ์ที่ได้จากเว็บไซต์เว็บนี้อีกเลย

แต่การทำเว็บแบบ Growth-Driven Design จะเน้นการสร้างเว็บไซต์เวอร์ชันแรกที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ “ใช้งานได้จริง” แล้วค่อยๆ วางแผนเพื่อปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์นั้นให้ดีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ทุกๆ เดือน

ถ้าคุณเคยรู้จักกับแนวคิด Build-Measure-Learn ของ Lean Startup หลักการของ Growth-Driven Design ถือว่าเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน

คือโฟกัสในการพัฒนาสินค้าเพื่อให้สามารถปล่อย MVP (Most Viable Product: โปรดักส์เวอร์ชั่นแรกที่มีฟีเจอร์จำกัด แต่เป็นฟีเจอร์ที่จำเป็นทำให้ผู้ใช้สามารถใช้เพื่อแก้ปัญหาได้) ออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อนำออกมาทดสอบใช้งานกับตลาดจริง แทนที่จะเสียเวลาสร้างของที่เราคิดว่าดีที่สุด พร้อมที่สุด แต่สุดท้ายอาจจะพบว่าคนไม่ต้องการมันเลยก็ได้

ทำไม Growth-driven Design ถึงน่าสนใจ?

สิ่งที่ทำให้การทำเว็บแบบ Growth-Driven Design นั้นน่าสนใจนั้นก็คือ คุณจะไม่ต้องอยู่กับ การคาดเดา

เพราะ Growth-Driven Design เน้นการเลือกสร้างสิ่งที่จะให้ผลลัพธ์ เพื่อให้เว็บออกมาได้เร็วที่สุด เมื่อเว็บออกมาได้เร็ว นักการตลาดก็สามารถเอาเว็บนี้ไปใช้ทำการตลาดได้ทันที แทนที่จะต้องรอไปอีก 2-3 เดือน เพื่อให้เว็บเสร็จ

คำถามก็คือ แล้วถ้าเว็บเวอร์ชั่นแรกที่ทำออกไปมันไม่ดีล่ะ?

คุณก็จะยังมีเวลาและงบประมาณเหลือ เพื่อมาใช้ปรับแผนการ และแก้ไขได้อย่างทันท่วงที โดยการตัดสินใจว่าจะสร้างอะไร ไม่สร้างอะไร โดยมีการตัดสินใจจะมาจากข้อมูลจริง ไม่ใช่จากการคิดเองเออเอง

ใครที่เหมาะกับการทำ Growth-driven Design?

แน่นอนว่าการทำ Growth-Design Design นั้น อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกเว็บไซต์เสมอไป หากคุณต้องการทำเว็บบริษัทเล็กๆ หรือบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้น ที่มีการอัปเดตข้อมูลไม่บ่อย เช่น อาจจะทำแค่ปีละ 1-2 ครั้ง การใช้ Growth-Driven Design ก็อาจจะไม่ได้มีความจำเป็น ก็คือทำเว็บเสร็จแล้วก็จบกัน เดี๋ยวอีก 2 ปีค่อยว่ากันใหม่ การทำเว็บแบบเดิม (Traditional Web Design) ก็อาจจะเหมาะกับคุณมากกว่า

ปล. แต่เราไม่แนะนำให้ทำเว็บเอาไว้เพื่อมีเฉยๆ เพราะเว็บไซต์ถือเป็น “บ้าน” ที่แท้จริง และเป็นเครื่องมือในการทำการตลาดที่สำคัญที่สุดในโลกออนไลน์

แต่หากคุณใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางหลักในการทำการตลาด เน้นการขายบนโลกออนไลน์ การทำ Growth-Driven Design จะช่วยทำให้คุณมีเว็บไซต์เพื่อใช้สำหรับทำการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ทดสอบว่าไอเดียหรือฟีเจอร์ไหนที่เวิร์คหรือไม่เวิร์ค และสามารถปรับแผนเพื่อพัฒนาในสิ่งที่ “เวิร์ค” พัฒนาต่อยอดให้ความสำคัญกับสิ่งที่ให้ผลลัพธ์อย่างแท้จริง

ถ้าอยากจะเริ่มทำ Growth-Driven Design มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า Growth-Driven Design คืออะไร แล้วมันน่าจะมีประโยชน์อย่างไร ในขั้นตอนนี้ เราจะมาอธิบายลงรายละเอียดถึงขั้นตอนการทำ Growth-Driven Design ซึ่งหลักๆ แล้ว เราจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. วางแผน (Strategy) : 1-2 สัปดาห์

ก่อนที่จะเริ่มทำเว็บทุกครั้ง ต้องมีการวางแผนก่อน เพราะแผนที่ดีจะช่วยทำให้การทำงานในขั้นต่อไปง่ายขึ้น และเป็นระบบมากขึ้น

ในขั้นตอนของการวางแผนนี้ มีเป้าหมายเพื่อ

1. ทำความเข้าใจธุรกิจ และเป้าหมายของธุรกิจในภาพใหญ่

คุณต้องตอบให้ได้ว่า แผนธุรกิจในภาพใหญ่ของคุณคืออะไร ทั้งแบบ short-term และ long-term เว็บไซต์ที่จะทำใหม่ขึ้นมานั้น จะมีส่วนเข้าไปเติมเต็มในธุรกิจของคุณได้อย่างไร?

2. ทำความเข้าใจลูกค้า / ผู้ใช้

การทำเข้าใจและรู้จักกับลูกค้าของคุณคือขั้นตอนที่สำคัญมากๆ การพูดคุย สัมภาษณ์ ลูกค้าหรือพูดคุยกับฝ่ายขาย (หรือที่เรียกว่าการทำ Buyer Persona หรือ User Research) จะทำให้คุณได้ข้อมูลแบบเจาะลึก และสุดท้ายมันทำให้สามารถสร้างเว็บไซต์หรือบริการที่สามารถแก้ปัญหา หรือตอบโจทย์ให้กับพวกเขาได้อย่างแท้จริง

อย่างน้อยๆ คุณควรจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อด้านล่างนี้ให้ได้

  • ลูกค้าในอุดมคติของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร? อายุ เพศ ที่อยู่ รายได้ กิจกรรมที่ชอบ ฯลฯ
  • ทำไมลูกค้าถึงจะต้องเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ?
  • เป้าหมายของลูกค้าของคุณคืออะไร? (ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริการหรือสินค้าของเรา)
  • เราจะส่งมอบคุณค่าอะไรให้กับลูกค้าที่เข้ามายังเว็บไซต์ได้อย่างไรบ้าง?

3. สร้าง Wishlist

เมื่อรู้แล้วว่าเป้าหมายของธุรกิจและของเว็บไซต์คืออะไร จะต้องมีการ Brainstorm เพื่อลิสต์สิ่งที่ต้องการในเว็บไซต์ใหม่

สิ่งสำคัญก่อนที่จะเข้าสู่การ Brainstorm เพื่อรวบรวม Wishlist ก็คือ เคลียร์สมองให้โล่งๆ และทำตัวให้เป็น “น้ำไม่เต็มแก้ว” เพื่อที่จะคุณได้ไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ ทั้งจากเว็บไซต์เก่า และจากของคู่แข่งของคุณ

เรื่องที่ควรจะทำการระดมความคิดกันในการสร้างเว็บไซต์ใหม่ ได้แก่

  • สิ่งที่เป็นฟีเจอร์หลักที่สร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจจากการทำเว็บไซต์ใหม่นี้
  • วิธีการในการทำการตลาดบนเว็บไซต์ รวมไปถึงเครื่องมือที่จะใช้
  • ฟังก์ชัน / หน้าเว็บ ที่ควรจะต้องมี เพื่อส่งเสริมให้การทำการตลาดนั้นประสบความสำเร็จ
  • องค์ประกอบของเว็บไซต์ในส่วนต่างๆ ในเชิง Visual หรือเรียกง่ายๆ ว่า References โดยการศึกษาจากเว็บอื่นๆ เพื่อนำมาใช้เป็น inspirations

แน่นอนว่าการ Brainstorm Wishlist นี้ จะทำให้คุณได้ไอเดียมาเป็นสิบเป็นร้อยไอเดีย ยิ่งมีไอเดียมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะสุดท้ายแล้ว เราจะมีการจัดลำดับความสำคัญ และเลือกเฉพาะสิ่งที่น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาสร้างก่อน สิ่งที่สำคัญน้อยกว่าก็จะถูกสร้างทีหลัง

เมื่อคุณเข้าใจธุรกิจ รู้จักลูกค้าของคุณ และรู้แล้วว่าเว็บไซต์ที่ต้องการสร้างต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มลงมือสร้างเว็บไซต์กันจริงๆ แล้ว

2. สร้างเว็บ (Build Launch Pad Website) 2-3 สัปดาห์

จากข้อ 1 ที่คุณพอจะได้ไอเดียของสิ่งที่อยากให้มีบนเว็บใหม่ของคุณแล้ว ในขั้นตอนนี้เราจะเริ่มสร้างเว็บไซต์ ซึ่งในการทำเว็บแบบ Growth-Driven Design เราจะนำเอาแนวคิดแบบ Agile มาใช้เพื่อทำให้ขั้นตอนการพัฒนาเว็บไซต์มีความรวดเร็วขึ้น

Tip: Agile Mythology คือแนวคิดในการทำงาน ที่แบ่งงานออกเป็นส่วนย่อยๆ เลือกทำส่วนที่สำคัญก่อน ทำให้สามารถส่งมอบงานเป็นส่วนๆ โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างเสร็จทั้งหมด เพื่อที่จะเอาผลลัพธ์ที่ได้มาปรับปรุง และพัฒนาต่อในการทำงานรอบต่อไป (ซึ่งเรียกว่า Sprint)

สำหรับการทำ Agile Web Design มี 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. ออกแบบเว็บ

ในขั้นตอนนี้จะใช้เพื่อสร้างแบบร่างเวอร์ชันของเว็บไซต์ออกมาให้เร็วที่สุด โดยเริ่มจากการวางเนื้อหาของเว็บไซต์ และนำเอาเนื้อหานั้น มาจัดลงทำเป็น Wireframe / Prototype (ตัวต้นแบบ) และนำเอา Prototype นั้นมาพัฒนาต่อเป็น Visual Design

2. รับ Feedback และ ปรับปรุง

นำเอาแบบร่างในขั้นตอนที่ 1 มาพูดคุยกันเพื่อหา Feedback ในการพูดคุยกันควรจะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยสิ่งที่จะคุยกันเพื่อหา Feedback ควรจะอยู่ในหัวข้อดังต่อไปนี้

  • ดีไซน์ของหน้าเว็บนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับแบรนด์หรือไม่?
  • ส่วนไหนที่พบปัญหาด้าน User Experience หรือเปล่า?
  • มีรูปภาพหรือเนื้อหาในส่วนไหนที่ควรจะต้องปรับปรุงบ้าง?

เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขมีอะไรบ้าง ทางทีมก็ต้องนำเอา Feedback ที่ได้รับและลิสต์รายการแก้ไขมาพัฒนา เพื่อให้พร้อมสำหรับการนำเอาเว็บเวอร์ชันแรกนี้ไปเปิดตัวในขั้นตอนต่อไป

3. เปิดตัวเว็บไซต์เวอร์ชั่นจริงเวอร์ชันแรก

เมื่อผ่าน 2 ขั้นตอนด้านบนแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะนำเอาเว็บไซต์ที่ได้มาไปใช้งานจริง (ใน Growth-Driven Design เราจะเรียกเว็บไซต์นี้ว่า Launch Pad Website)

ในขั้นตอนนี้ ไม่ควรจะต้องมีการแก้ไขตัวเว็บไซต์แล้ว หากยังพบสิ่งที่อยากจะแก้ไข ให้จดเอาไว้ เพื่อเก็บเอาไว้พัฒนา หรือแก้ไขต่อในรอบการทำงานถัดไป

3. วางแผนปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ทุก 1 เดือน

หลังจากที่ได้เว็บไซต์เริ่มแรกแล้ว ในขั้นตอนต่อไปก็คือการวางแผนเพื่อพัฒนาและปรับปรุงตัวเว็บเริ่มแรกให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็นการทำงานเป็นรอบๆ รอบละ 1 เดือน โดยใน 1 รอบ จะประกอบไปด้วยขั้นตอนดังนี้

1. วางแผน (Plan)

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เราใช้วางแผนว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุงหรือพัฒนาบ้างในเดือนนี้ โดยเปรียบเทียบ Performance ของเว็บไซต์ปัจจุบัน กับเป้าหมายในการทำเว็บใหม่ที่เราตั้งเอาไว้ หากพบว่าส่วนไหนที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย หรือยังปรับปรุงได้อีก

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าส่วนไหน Performance ดี ส่วนไหนยังปรับปรุงได้?

คำตอบก็คือ การทำ Research ทั้งจากทีม Marketing ทีมขาย การดูข้อมูล Analytics หลังบ้าง การดู Performance ของ Ads ที่ลงไป ฯลฯ

2. พัฒนา (Develop)

เมื่อรู้แล้วว่าในอีก 1 เดือนที่จะถึงนี้ คุณต้องการปรับปรุงอะไรบนเว็บไซต์บ้าง

ขั้นตอนต่อไปก็คือการจัดความสำคัญของงาน วางแผนการทำงาน และลงมือพัฒนาสิ่งเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริง

3. เรียนรู้ (Learn)

ทุกๆ รอบการทำงาน (sprint) ที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

หน้า Landing Page ที่ปล่อยออกไปเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งมีการทำ A/B testing เอาไว้ ผ่านไป 1 เดือน เราได้ผลลัพธ์อย่างไรบ้าง?

Conversion Rate ของหน้า Contact ต่ำกว่ามาตรฐานที่ตั้งเอาไว้หรือไม่? ถ้าใช่ เราจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้นได้บ้าง?

หากอยากจะรู้ว่าอะไรเวิร์ค และไม่เวิร์ค ก็ต้องเริ่มจากการตั้งสมมติฐาน แล้วเอาสมมติฐานนั้นไปทดสอบดู Growth-Driven Design จะช่วยให้คุณได้ทำการทดลองและเรียนรู้ได้ทุกเดือน

4. ส่งต่อ (Transfer)

เมื่อเรียนรู้แล้ว ก็ต้องมีการส่งต่อ

นั่นเแปลว่า ผลลัพธ์ที่เราได้มาจากการทำการทดลองบนเว็บขึ้นมานั้น จะต้องถูกแชร์ให้กับทีม Marketing เพื่อนำเอาผลลัพธ์ที่ได้ไปพัฒนาต่อ

นี่คือโลกแห่งการทำเว็บสมัยใหม่ ที่ทีม Design ทีม Tech ทีม Marketing ทีมผู้บริหาร ทำงานร่วมกัน ส่งเสริมกัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินไปถึงยังเป้าหมายที่วางไว้ได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุป

แนวคิดการทำเว็บไซต์แบบ Growth-Driven Design นั้นเหมาะสำหรับบริษัทที่ใช้เว็บไซต์เป็นช่องทางหลักในการทำการตลาดออนไลน์ เพราะนอกจากจะสามารถเปิดตัวเว็บไซต์ได้เร็วแล้ว ยังช่วยทำให้สามารถปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือน

หากทีม Marketing มีไอเดียในการการตลาดบนเว็บไซต์ ก็ไม่ต้องกลัวข้อจำกัดว่าจะทำไม่ได้เพราะเว็บไม่พร้อม

หากพบจุดบอดในการใช้งาน (UX) บนเว็บไซต์ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะแก้ไขไม่ได้

หาก Offer ที่อยู่บนเว็บปล่อยออกไปแล้วไม่เวิร์ค ก็ถือว่าได้เรียนรู้ เพื่อจะทำ Offer ต่อๆ ไปยังไงให้มันเวิร์คขึ้น

ในโลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ, การทำเว็บก็เช่นกัน

สิ่งสำคัญอยู่ที่ เราจะมีวิธีการยังไงให้สามารถปรับปรุงพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้ดี ให้ตอบโจทย์ และเข้าใกล้เป้าหมายของเรามากขึ้นได้เรื่อยๆ ต่างหาก จุดนี้เองที่ทำให้เราเชื่อว่า Growth-Drive Design จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดวิธีการทำเว็บไซต์แบบดั้งเดิม ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

If you stand still, there is only one way to go, and that’s backwards.
— Peter Shilton

Author

Linda Kraivanich

Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาอะไร และมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook กำลังเห่อ CrossFit มีเป้าหมายในการพิชิต Full Marathon ในปีนี้
Managing Partner และ Design Director ของ Magnetolabs เชื่อว่าการออกแบบคือการแก้ปัญหาอะไร และมีส่วนสำคัญกับทุกๆ สิ่งในชีวิต เวลาว่างชอบอ่านหนังสือ ฟัง Audiobook กำลังเห่อ CrossFit มีเป้าหมายในการพิชิต Full Marathon ในปีนี้

Related Blog

Leave Your Comment