market-strategy
SHARE

Go to market strategy กลยุทธ์ก้าวทันลูกค้ายุค New Normal

ในยุคที่เกิด New Normal ใหม่มากมาย ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ตลาดใหม่เปิดตัว สินค้าใหม่เกิดขึ้น และตลาดเก่าปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมาก กลยุทธ์ที่เหมาะสำหรับช่วงที่ธุรกิจมีการเปลี่ยนผ่านตลาดเช่นนี้คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกลยุทธ์ G2M หรือ Go to market strategy

กลยุทธ์ GTM ที่ดีจะทำให้เราระบุกลุ่มเป้าหมาย แผนการตลาด และโครงร่างกลยุทธ์การขายที่มีประสิทธิภาพได้ บทความนี้จะเล่าให้ฟังว่า Go to market strategy คืออะไร? ต้องใช้ในสถานการณ์ไหน? มีกระบวนการภาพรวมอย่างไร? แล้วเราจะเน้นส่วนไหนได้บ้างในช่วง New Normal แบบนี้

Go to market strategy คืออะไร

market-strategy

Go to market strategy คือ กลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้เมื่อธุรกิจต้องการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ หรือพัฒนาสินค้าที่มีอยู่แล้วให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากยิ่งขึ้น

Go to market strategy มีลักษณะเป็นแผนปฏิบัติการทางการตลาดภาพรวมใหญ่ที่มีรายละเอียดย่อยลงลึกในหลายส่วนโดยระบุวิธีที่ธุรกิจจะเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายและหาข้อได้เปรียบในการแข่งขันของตลาด ในการจัดทำแผนกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดจะมีการนำข้อมูลหลายส่วนมาวิเคราะห์และจัดทำแผนการตลาดแต่ละส่วนอย่างละเอียด

นักการตลาดมักจะใช้ Go to market strategy เพื่อบริหารทรัพยากรภายในและภายนอกองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างคุณค่าให้กับธุรกิจโดยการผลิต/พัฒนา/ปรับปรุงแบรนด์ สินค้า และบริการให้ดีที่สุดเหนือกว่าคู่แข่ง เพื่อส่งมอบให้สินค้าและบริการให้กับลูกค้าสร้างความรู้สึกประทับใจและเป็นที่จดจำจนเกิดการซื้อซ้ำเป็นประจำนั่นเอง

สถานการณ์ไหนที่ต้อง Go to market ไปตลาดบ้าง?

market-strategy

ภาพสถานการณ์จำเป็นที่ต้องใช้แผน GTM (Go to market)

  • การเข้าสู่ตลาดใหม่: สถานการณ์ที่ธุรกิจขยับขยายสินค้าและบริการเดิมเข้าสู่ตลาดใหม่ เช่น ภูมิภาคใหม่ กลุ่มลูกค้าใหม่ ตลาดความนิยมแบบใหม่ เป็นต้น (สินค้าเดิม หาตลาดใหม่)
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่: สถานการณ์ที่ธุรกิจมีการผลิตสินค้าและบริการใหม่เข้ามาเพิ่มในตลาดเดิมที่มีอยู่ (สินค้าใหม่ ตลาดเดิม)
  • การเสนอความหลากหลาย: สถานการณ์ที่ธุรกิจผลิตสินค้าและบริการใหม่เข้าสู่ตลาดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน (สินค้าใหม่ ตลาดใหม่)

ใน 3 สถานการณ์ข้างต้น สถานการณ์สุดท้ายมีความเสี่ยงสูงสุดแต่ก็มีโอกาสทำกำไรสูงสุดเช่นกัน เนื่องจากการที่สินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดใหม่ทำให้ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีข้อมูล จึงมีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเดินไม่ถูกทาง แต่ในทางกลับกันด้วยความแปลกใหม่อาจทำให้ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ต้องทำในสถานการณ์ “สินค้าใหม่ ตลาดใหม่” คือต้องเรียนรู้ตลาดใหม่เพื่อเก็บข้อมูลและประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้ว่า ธุรกิจของเราคืออะไรและสร้างคุณค่าอะไรแก่ผู้บริโภคนั่นเอง

รู้จักกลยุทธ์ Go to market

ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจธุรกิจจำเป็นต้องหาวิธีทำการตลาดให้ได้ประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด กลยุทธ์ Go to market strategy จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญและสามารถพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้จริง

กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดนั้นมีความจำเพาะเจาะจงและมุ่งเน้นการพัฒนาสำหรับตลาดหรือผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะ ซึ่งจะแตกต่างจากแผนการตลาดทั่วไปที่มักเป็นแผนการตลาดกว้างๆ และไม่ลงลึกตอบโจทย์ในแต่ละส่วนมากเพียงพอ จึงทำให้อาจเกิดปัญหาตามมาบ่อยครั้ง

เริ่มด้วยการตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การทำกลยุทธ์การตลาดแบบ Go to market

market-strategy

Go to market strategy มีกระบวนการและกลยุทธ์ย่อยในแต่ละส่วน ดังนี้

Research ค้นคว้าวิจัยข้อมูล

การจะเข้าสู่ตลาดใหม่ต้องมีการวิจัยส่วนต่างๆ ก่อนเพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุนผลิตสินค้าและบริการของเราเข้าสู่ตลาด

  • การวิจัยตลาดใหม่: เพื่อตรวจเช็กความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์ ในกรณีที่เรามีสินค้าใหม่ในตลาดใหม่ สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการทำแบบสำรวจความสนใจของลูกค้าหรือเก็บข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรม เป็นต้น
  • การวิจัยแนวโน้มตลาด: หากเรากำลังจะเข้าไปเป็นคู่แข่งอีกรายในตลาด กรณีสินค้าใหม่ในตลาดเดิมที่มีอยู่ เราต้องตรวจสอบขนาดของตลาด (Market Size) และส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพื่อประเมินว่าเราจะได้กำไรเพียงพอหรือไม่
  • การทดสอบตลาด: ผู้ทำธุรกิจควรทดสอบตลาดเพื่อที่เราจะได้รู้ล่วงหน้าว่าสินค้าและบริการของเรามีแววว่าจะรุ่งหรือร่วง เช่น ในการจัดคอนเสิร์ตของนักร้องใหม่ อาจจะมีการปล่อยคลิปเกี่ยวกับนักร้องสั้นๆ เพื่อดูผลตอบรับ รวมไปถึงการเปิดจองบัตรรอบพรีเซลล์ นั่นเอง
  • การรวบรวมข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย: ธุรกิจควรรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด เพื่อจัดทำ Buyer Persona ไม่ต้องมีกลุ่มเป้าหมายเยอะ แต่รู้จักกลุ่มเป้าหมายให้ดี สอบถามและรวบรวมข้อมูลให้เยอะและลึกที่สุด เพราะข้อมูลที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือ ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ของเรา เช่น เหตุผลที่ลูกค้าจะสนใจธุรกิจของเราแทนที่จะเป็นของคู่แข่ง

“คำตอบที่ได้จะช่วยเพิ่มความชัดเจนให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้นว่าลูกค้าของเราคือใคร และเราควรเสนอคุณค่าอะไรให้กับลูกค้า”

Objective กำหนดวัตถุประสงค์

กำหนดวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ ขั้นตอนนี้อาจฟังดูคล้ายกับการกำหนดเป้าหมาย แต่วัตถุประสงค์จะทำให้เรามองวิธีไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการได้ นอกจากนี้ จะต้องกำหนด Metric ที่ใช้วัดความสำเร็จด้วย

กระบวนการนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าจะ “ใช้กลยุทธ์อะไร” เช่น กลยุทธ์เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ กลยุทธ์เพื่อทำการตลาดหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย กลยุทธ์เพื่อให้ลูกค้ายอมรับผลิตภัณฑ์และพึงพอใจ เป็นต้น ซึ่งวัตถุประสงค์ของแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกันไป และ Metric จะทำให้เรารู้ว่าจะ “ใช้อะไรวัคความสำเร็จ” เพื่อไปให้ถึงวัตถุประสงค์ที่เรากำหนดไว้

Client Pain Point กำหนดปัญหาของลูกค้า

ก่อนจะเข้าสู่ตลาดอย่างสวยงามเราต้องกำหนดปัญหาให้ลูกค้าก่อน โดยเลือกปัญหาที่สินค้าและบริการของเราจะเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด

  • การกำหนดความเจ็บปวด: ลูกค้ากำลังเจอกับปัญหาอะไร?
  • กำหนดความเร่งด่วนของความเจ็บปวด: ปัญหานั้นต้องแก้ไขด่วนหรือไม่?
  • กำหนดขนาดของความเจ็บปวด: ถ้าไม่แก้ไขจะเป็นปัญหาแค่ไหน?
  • กำหนดความเต็มใจในการแก้ไขความเจ็บปวด: ลูกค้าจะยอมจ่ายมากแค่ไหนเพื่อแก้ไขปัญหา?

Client Segment แบ่งกลุ่มของลูกค้าตามพฤติกรรม

จากการเก็บข้อมูลของลูกค้าในขั้นตอนการ Research และ Client Pain Point ให้นำข้อมูลเหล่านี้มาแบ่งกลุ่มลูกค้าเพื่อจะทำการตลาดแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม โดยเราสามารถพิจารณาได้จากข้อมูลประชากร ข้อมูลแหล่งที่อยู่อาศัย ข้อมูลพฤติกรรม ข้อมูลทางจิตวิทยา ข้อมูลปัจจัยที่ส่งผลต่อการซื้อ และข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค เป็นต้น

ตัวอย่างการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรม เราอาจจะแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากและกลุ่มที่มีความจำเป็นมากแต่มีกำลังซื้อน้อย ซึ่งส่งผลให้ตัวสินค้าของเราอาจจะออกมาในรูปแบบการแบ่งขายปลีกและการขายส่งเพื่อให้ได้ราคาที่ต่างกัน เป็นต้น

market-strategy

Competitor Analysis วิเคราะห์คู่แข่ง

สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจคือการวิเคราะห์คู่แข่งซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความผิดพลาดของคู่แข่ง เราสามารถศึกษาแผนการตลาดที่เขาใช้ ลักษณะสินค้าและบริการของคู่แข่ง การบริหารจัดการลูกค้าและบุคคลในองค์กร รวมถึงการบริหารจัดการงบประมาณ เป็นต้น

เมื่อเราค้นคว้าสิ่งเหล่านี้มาเรียบร้อยแล้วก็สามารถเลือกสิ่งที่ดีของคู่แข่งมาพัฒนาให้ดีกว่าและดำเนินการตาม ส่วนสิ่งที่คู่แข่งทำแล้วล้มเหลวเราก็ไม่ทำตามหรือหาวิธีป้องกันปัญหาที่อาจเกิดนั่นเอง

Strategize วางกลยุทธ์

ขั้นตอนสำคัญอีกหนึ่งขั้นตอน คือ การวางแผนวางกลยุทธ์ที่จะใช้ โดยแต่ละธุรกิจก็อาจเลือกใช้กลยุทธ์แตกต่างกันไป กลยุทธ์หลักๆ ที่ต้องวางสำหรับการทำธุรกิจ คือ

  1. กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์: ผลิตสินค้าและบริการที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
  2. กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย: มองหา “ราคาที่ใช่ในการเข้าสู่ตลาด” ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายยินดีจ่าย เพื่อหาราคาเปิดตัวและอย่าลืมใช้โปรโมชันช่วยจูงใจ
  3. กลยุทธ์ช่องทางที่ใช้: ช่องทางที่ใช้ในการเข้าถึงลูกค้า ช่องในการพูดคุยติดต่อ และช่องทางในการวางขายสินค้าและผลิตภัณฑ์
  4. กลยุทธ์การตลาด: หาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดใช้กลยุทธ์การตลาดที่สื่อสารคุณค่าของสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้อย่างชัดเจน หมั่นสร้างการรับรู้ (Awareness) และทำ CRM กับลูกค้าเสมอ
  5. กลยุทธ์ด้านประสบการณ์ของลูกค้า: มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าด้วยการวาง Customer Journey ให้ดีตั้งแต่เริ่มจนจบเพื่อมัดใจลูกค้าได้นั่นเอง

Test ทดสอบการใช้งาน

นำกลยุทธ์ที่ได้มาทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างและปรับปรุงผลลัพธ์ก่อนใช้จริง กระบวนการนี้จะทำให้เราแก้ไขปรับปรุงทันหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

Apply ทดลองใช้จริง

หลังจากที่วางแผนและทดลองมานาน ถึงเวลาแล้วที่จะลงสนามใช้กลยุทธ์เหล่านั้นจริงๆ ลุยเลย! ทำให้เต็มที่ ระหว่างทางอย่าลืมเก็บข้อมูลจากแผนการตลาดที่ใช้และเก็บข้อมูลจากลูกค้าเสมอ

Analysis & Optimize วิเคราะห์แผนกลยุทธ์ที่ใช้และปรับให้เหมาะสมอยู่เสมอ

โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้เราต้องปรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจให้เท่าทันโลก นำข้อมูลที่ได้จากการใช้กลยุทธ์มาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องว่าสามารถปรับปรุงส่วนไหนให้ดีขึ้นได้บ้าง การทำ Go to market strategy นั้นไม่ได้ทำแล้วจบ แต่ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ เป็นวงจร

market-strategy

 

เคล็ดลับดีๆ ในการเขียนแผนและสร้างกลยุทธ์ คือ Template สำหรับการวางแผน Magnetolabs เองอยากแนะนำแหล่งรวมเทมเพลตดีๆ (ที่สำคัญฟรี) สำหรับการวางแผนการตลาดจากเว็บไซต์ HubSpot ซึ่งจะเน้นแผน Go to market strategy ภาพใหญ่ และ MIRO ซึ่งจะมีเทมเพลตของแผนกลยุทธ์ย่อยๆ ให้ลองใช้งาน ซึ่งแต่ละธุรกิจก็จะมีรูปร่างหน้าตารายละเอียดย่อยและกลยุทธ์ที่ต่างกันไป โดยสามารถนำกลยุทธ์นี้ไปประยุกต์ใช้ตามให้เหมาะกับธุรกิจของคุณได้

จะทำกลยุทธ์ GTM ให้เท่าทันลูกค้าในยุค New Normal ต้องทำอะไรบ้าง?

กลยุทธ์ Go to market ในช่วง New Normal มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่

1. การวิจัยเบื้องต้น

ในช่วง New Normal ยิ่งเรามีข้อมูลสำหรับพัฒนาธุรกิจก่อนเริ่มมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เรามีโอกาสเพิ่มขึ้นเท่านั้น ในยุคนี้ข้อมูลคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากต่อการทำธุรกิจ

ข้อดีในยุค New Normal ที่ธุรกิจออนไลน์กำลังเติบโต คือ การเก็บข้อมูลเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น เพราะทุกคนกำลังอยู่บนโลกออนไลน์ มีเครื่องมือดีๆ มากมายที่ช่วยให้เราได้ข้อมูลของลูกค้ามาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น แบบสอบถามออนไลน์ โซเชียลมีเดีย สถิติในการเข้าชมเว็บไซต์ และข้อมูลที่ลูกค้าให้ นอกจากนี้ ก็ยังมีข้อมูลที่สามารถซื้อขายได้อย่างถูกกฎหมายบนเว็บไซต์ที่ให้บริการชุดข้อมูลสถิติ เว็บไซต์ให้บริการข้อมูลเชิงลึกสำหรับธุรกิจ เป็นต้น

ตัวอย่างบริษัทที่นำข้อมูลในการทำธุรกิจมาใช้ประโยชน์ เช่น Facebook, Google และ Harvard Business Review จะเห็นได้ว่าบริษัทเหล่านี้มีรายได้สูงหลายล้านบาทต่อปีจากการนำข้อมูล User มาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจ

2. การศึกษาลูกค้า

เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” หรือไม่? คำกล่าวของผู้เขียนตำราพิชัยสงครามซุนจื๊อ (Xun Kuang) ยังใช้ได้ในปัจจุบันนี้ การรู้จักลูกค้าจะช่วยให้ดำเนินแนวทางในการทำธุรกิจได้อย่างมีทิศทาง ในช่วงของการวิจัยข้อมูลลูกค้า การกำหนดปัญหาของลูกค้า และการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมเราจึงต้องเจาะลึกข้อมูลในส่วนนี้ ตั้งคำถาม 6W1H เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

market-strategy

3.ปรับกลยุทธ์การตลาดในแต่ละด้าน

ปรับตัวจาก Offline to Online

ยุคนี้ใครๆ ก็อยู่บนโลกออนไลน์กันทั้งนั้น การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์มีการเติบโตสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สถานการณ์วิกฤตผลักดันให้ทุกผู้บริโภคมาอยู่บนโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น หลายธุรกิจที่ไม่คาดคิดว่าจะอยู่บนโลกออนไลน์ได้ก็ต้องปรับตัวเช่นกัน

การปรับตัวไปทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ไม่ใช่เพียงแค่สร้างโปรไฟล์บนโซเชียลมีเดีย แต่ธุรกิจต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านของกลยุทธ์การขาย การทำการตลาด ระบบการขาย ระบบสต๊อกสินค้า และฝ่ายที่รับผิดชอบ

หลายธุรกิจพลาดเป้าตกม้าตายในการนำธุรกิจเข้าสู่ออนไลน์เพราะไม่มีแผนการตลาด ขาดความสม่ำเสมอในการขายออนไลน์ ศึกษาการตลาดไม่ดี เสียเงินไปกับการโฆษณาจำนวนมากแต่ไม่สร้างยอดขาย ปัญหาขาดแคลนคนที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลช่องทางออนไลน์ ระบบสต๊อกสินค้าไม่สอดคล้องกับคลังสินค้า เป็นต้น ดังนั้น การปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ของธุรกิจจึงต้องศึกษาให้ละเอียด วางแผนให้ดี รวมถึงมีคนและระบบที่พร้อมนั่นเอง

Customer Service อาจไม่ทันใจต้องให้ Self-service เข้าช่วย

“ลูกค้าชอบที่จะค้นหาคำตอบด้วยตัวเองเพื่อตอบโจทย์การบริการตัวเองมากกว่า (Forrester)”

“85% ของการบริการลูกค้ากลายเป็นบริการแบบอัตโนมัติในปี 2020 ที่ผ่านมา (Ameyo)”

“ลูกค้ากว่า 60% ในสหรัฐอเมริกาชอบบริการอัตโนมัติเพื่อบริการตัวเองมากกว่า เพราะง่าย สะดวก และรวดเร็วกว่าการรอรับบริการจากพนักงาน (AE)”

ในช่วงสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมา มีตัวเลขสถิติที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจ คือ การใช้ Self-service เพิ่มมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าคนชอบที่จะบริการตัวเองมากกว่าการโทรติดต่อไปยังคอลเซนเตอร์เพื่อรอให้พนักงานบริการลูกค้าติดต่อกลับ สอบถามข้อมูล ยืนยันตัวตนเพื่อแก้ปัญหา โดยอาจมีขั้นตอนเยอะและใช้เวลาค่อนข้างนาน ลูกค้าจึงมักตัดสินใจใช้ระบบ Automation บนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันบริการตัวเองแทน เห็นได้จากเทรนด์การใช้ Internet Banking ในการทำรายการต่างๆ

market-strategy

ธุรกิจสามารถเพิ่มช่องทางบริการตัวเองให้แก่ลูกค้าด้วยการใช้ Chatbot, [email protected], การกรอกข้อมูลเพื่อดำเนินการบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน รวมไปถึงผลิตคลังความรู้เกี่ยวกับธุรกิจโดยการทำบทความ SEO สำหรับลูกค้า เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการด้าน Self-service แก่ลูกค้า

Self-service นอกจากจะช่วยผลักดันให้เกิดการตลาดอัตโนมัติ แล้ว ยังตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าและลดงานที่ไม่จำเป็นให้กับทีมงานอีกด้วย ซึ่งนับเป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจในยุค New Normal ไม่ควรพลาด

กลยุทธ์การตลาด

เลือกกลยุทธ์การตลาดออนไลน์และออฟไลน์ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ ปัจจุบัน การตลาดมุ่งเน้นอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นส่วนมาก ธุรกิจจึงต้องปรับตัวทำ Digital Marketing บางธุรกิจอาจจะเหมาะกับการตลาดแบบ Outbound Marketing แต่บางธุรกิจอาจประสบความสำเร็จกว่าถ้าใช้การตลาดแบบ Inbound Marketing

4. เลือกใช้ Tools ที่เหมาะสมในการทำธุรกิจ

หลายธุรกิจในยุคปัจจุบันอาจมาในรูปแบบของ Start-up, SME, Small Business ไปจนถึงธุรกิจใหญ่ ซึ่งปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการทำธุรกิจขนาดเล็ก คือ ปริมาณคนที่ไม่เพียงพอ ส่วนปัญหาสำหรับธุรกิจใหญ่อาจเป็นระบบการทำงานที่ซ้ำซ้อน ดังนั้น จึงควรเลือกเครื่องมือเข้ามาช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้เพื่อให้การทำธุรกิจมีประสิทธิภาพขึ้น

ในปัจจุบัน มีเครื่องมือมากมายที่สามารถเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจและจัดการระบบในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันต่างๆ ตัวอย่างระบบช่วยบริหารธุรกิจที่ Magnetolabs ใช้และอยากแนะนำก็คือ HubSpot ซึ่งเป็นระบบที่สามารถรองรับกลยุทธ์การตลาดได้หลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

market-strategy

สรุป

ในยุคที่ตลาดใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เหตุผลที่กลยุทธ์การตลาดแบบ Go to market เหมาะกับการนำมาใช้ในช่วงนี้เพราะเป็นกลยุทธ์ที่พาเราคิดอย่างละเอียดรอบด้านในการทำธุรกิจ ถือเป็นแผนที่ช่วยให้เราทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยตั้งคำถาม หาคำตอบ ทดลองใช้ พัฒนาให้ดีขึ้น ช่วยให้เราบริหารทรัพยากรในองค์กรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณค่าตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากนี้ ส่วนที่เราต้องให้ความสำคัญเพื่อทำการตลาดให้เท่าทันยุค New Normal ก็คือการมุ่งเน้นไปที่การ Research, Client Analysis และ Strategize ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

Go to market strategy จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ ได้อย่างสวยงามและขยายตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้มากขึ้น

ถ้าอย่างนั้นเราไปตลาดพร้อมกันเลยดีไหม?


 

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก

The Proven Process for Developing a Go to market strategy
https://blog.hubspot.com/sales/gtm-strategy

100 Essential Customer Service Statistics and Trends for 2021
https://www.nextiva.com/blog/customer-service-statistics.html

Go to market strategy Template
https://miro.com/templates/go-to-market-strategy/

คู่มือขั้นสูงสุดสำหรับแผน Go to Market
https://ichi.pro/th/khumux-khan-sungsud-sahrab-phaen-go-to-market-173558504929772

 

Author

Thitirath

ผู้กำลังตกหลุมรักงานเขียน จาก Social Marketing ผันตัวมาเป็น Content Writer ฝึกหัด
ผู้กำลังตกหลุมรักงานเขียน จาก Social Marketing ผันตัวมาเป็น Content Writer ฝึกหัด

Related Blog

Leave Your Comment